ล้วงลึกท่าฮิต “มิชชันนารี”

จากการท่องโลกออนไลน์ครั้งหนึ่ง แจ๊ซซี่ไปเจอข้อมูลต่อไปนี้จากเพจโลคัลรี่ (Localry) เห็นว่าน่าสนใจและคู่ควรแก่การบอกต่อ จึงนำมาแบ่งปันในเซ็กซี่โซน ต้องขอขอบคุณเจ้าของข้อเขียนที่พากเพียรไปค้นคว้าเรื่องราวลึกๆ ในโลกกามารมณ์มานำเสนอ ทำให้เรารู้ถึงที่มาของท่ามิชชันนารีอย่างเจาะลึก ทั้งตำนานและความจริง

ในแง่ของตำนานเล่ากันว่า สมัยการล่าอาณานิคมเฟื่องฟู พวกมิชชันนารีจากโลกตะวันตกเอาท่าร่วมเพศผู้ชายอยู่บนตัวผู้หญิง ไปสอนคนพื้นเมืองที่ชอบร่วมเพศ “ท่าหมา” (Doggy) ให้เปลี่ยนมาใช้ “ท่ามิชชันนารี” (Missionary) เพราะเป็นพฤติกรรมที่ดู “ธรรมชาติ” กว่า ศิวิไลซ์กว่า การร่วมเพศแบบนี้เลยถูกเรียกขานมาตั้งแต่ช่วงอาณานิคมว่า “ท่ามิชชันนารี”

ซึ่งในแง่ความเป็นจริงไม่ใช่แบบนั้น และซับซ้อนกว่านั้นเยอะ เพราะนักสัตววิทยาชี้ว่าท่าร่วมเพศนี้เกิดมาก่อนมนุษย์อีก เนื่องจากพบว่าลิงขนาดใหญ่อย่างกอริลลาและโบโนโบ้ ก็ใช้ท่านี้ในการร่วมเพศ หรือถ้าไปดูหลักฐานทางโบราณคดี ก็พบว่าท่านี้อยู่คู่มนุษย์มาตั้งแต่อารยธรรมโบราณ ไม่ว่ากรีก อินเดีย หรือจีน

ว่ากันว่าคนจีนโบราณชอบท่านี้เป็นพิเศษ เพราะการที่ผู้ชายอยู่ด้านบน สอดคล้องกับความเชื่อที่ว่าผู้ชายเกิดมาแบบหน้าคว่ำ ส่วนผู้หญิงเกิดมาแบบหน้าหงาย ขณะที่ท่านี้ไม่ฮิตในอารยธรรมตะวันตก ในกรีก “ท่าหมา” (ผู้ชายอยู่ด้านหลังของผู้หญิง) เป็นที่นิยมมากกว่า เนื่องจากผู้หญิงสมัยนั้นแต่งงานตั้งแต่อายุยังน้อย กับผู้ชายที่แก่กว่ามาก ทำให้มีสรีระต่างกันพอสมควร และคนยุคนั้นเชื่อว่าการใช้ “ท่าหมา” สอดใส่ได้ง่ายกว่า

อย่างไรก็ดี องค์กรที่พยายามทำให้ท่ามิชชันนารีกลับมาฮิตในสังคมตะวันตก คือศาสนจักรในยุคกลาง ซึ่งประกาศชัดเจนว่าการร่วมเพศโดยผู้ชายอยู่ด้านบน และชายหญิงหันหน้าเข้าหากัน คือท่าที่เป็น “ธรรมชาติ” ของมนุษย์ ส่วนท่าอื่นๆ ถือว่าผิดธรรมชาติทั้งหมด

แต่ผลที่ตามมาก็เหมือนข้อห้ามทางศาสนาอื่นๆ คือคนไม่ได้ปฏิบัติตามเท่าไรนัก และอำนาจการควบคุมทางศาสนาก็ไม่ได้แผ่เข้าไปถึงห้องนอนกันง่าย ๆ ดังนั้นในยุคนั้นท่ามิชชันนารีก็ไม่ฮิตเท่าไรเช่นกัน

จนถึงช่วงปฏิรูปศาสนา มีการนำท่ามิชชันนารีกลับมาโปรโมตอีกครั้ง ในหมู่คนที่ “เข้ารีต” ใหม่ๆ หรือเปลี่ยนมานับถือนิกายโปรเตสแตนท์ โดยเฉพาะในอังกฤษและอเมริกา พูดอีกแบบก็คือ การร่วมเพศด้วยท่ามิชชันนารีกลายมาเป็นสัญลักษณ์ของความเคร่งศาสนา ซึ่งโดยทั่วไปแล้ว ศาสนาคริสต์นิกายโปรเตสแตนท์ในสมัยนั้น ก็ไม่ได้กำหนดว่าต้องร่วมเพศท่าไหนอย่างชัดเจน

ด้วยเหตุนี้ พอถึงช่วงอาณานิคม เอาเข้าจริงพวกมิชชันนารีที่ไปเผยแผ่ศาสนากับชนพื้นเมือง ก็ไม่ได้จริงจังในการไปเปลี่ยนแปลงท่าร่วมเพศของคนเหล่านั้น ในหลายๆ ท้องที่ ชนพื้นเมืองเรียนรู้ท่านี้จากพวกพ่อค้า คนสวน และเจ้าพนักงานชาวตะวันตก มากกว่าได้รับการสั่งสอนจากมิชชันนารี

อีกทั้งยังมองว่าการร่วมเพศแบบผู้ชายอยู่ด้านบนและผู้หญิงอยู่ด้านล่าง เป็นท่าที่ตลก และพวกเขาไม่ใช้กัน บางทีพวกเขาก็ทำท่านี้กันเล่นๆ เพื่อล้อเลียนคนตะวันตกด้วยซ้ำไป

สิ่งที่น่าสังเกตอีกอย่างคือ แม้แต่ช่วงพีคของยุคอาณานิคม ในศตวรรษที่ 19 ก็ยังไม่มีคำว่า “ท่ามิชชันนารี” และสังคมที่นิยมท่านี้ก็มีชื่อเรียกต่างกันไป เช่นในฝรั่งเศสเรียกว่า “ท่าคลาสสิค” ส่วนสังคมอาหรับเรียกว่า “ท่างู” เป็นต้น

เมื่อเป็นเช่นนี้ เมื่อคำว่า “ท่ามิชชันนารี” ไม่ได้เกิดในยุคมิชชันนารี แล้วมันเกิดตอนไหน คำตอบคือ
คำว่า “ท่ามิชชันนารี” ปรากฏครั้งแรกในปี 1948 ในหนังสือของนักชีววิทยาผู้เชี่ยวชาญเรื่องเพศนามว่า ‘อัลเฟรด คินสลีย์’ (Alfred Kinsley)

ในหนังสือเล่มนั้น คินสลีย์เคลมตาม “ตำนาน” ที่เราเคยได้ยินนั่นแหละ ว่าเป็นคำที่คนพื้นเมืองใช้เรียกท่าร่วมเพศของคนขาวและพวกมิชชันนารี ซึ่งต่างจากท่าที่พวกเขาใช้

แต่ปัญหาคือ ในทางประวัติศาสตร์ ไม่มีบันทึกเลยว่ามีการใช้คำว่า “ท่ามิชชันนารี” เกิดขึ้นในโลก ก่อนที่คินสลีย์นำมาใช้ หรือพูดง่ายๆ ด้วยหลักฐานที่มีอยู่ คำว่า “ท่ามิชชันนารี” คือคำที่คินสลีย์ประดิษฐ์ขึ้นเองจากความเข้าใจผิดว่าชนพื้นเมืองใช้คำนี้นั่นเอง

อย่างไรก็ตาม เนื่องจากหนังสือของคินสลีย์ดันฮิตและขายดี คนเลยเชื่อตามและใช้คำนี้ตามอย่างแพร่หลาย ทำให้คำว่า “ท่ามิชชันนารี” กลายเป็นคำมาตรฐานของโลก ในการเรียกท่าร่วมเพศสุดคลาสสิค อันมีประวัติยาวนานก่อนมนุษยชาติถือกำเนิด