DARK SIDE OF BITCOIN ด้านมืดของเงินดิจิทัล

บิตคอยน์” (Bitcoin) คืออะไร…หลายคนอาจสงสัย และยิ่งสนใจมากขึ้น เมื่อมีข่าวอื้อฉาวที่มีบิตคอยน์เข้าไปเกี่ยวข้อง เกิดขึ้นอย่างน้อย 2 ข่าวในเวลาไล่เลี่ยกันในเมืองไทย ดังนั้นเพื่อตามให้ทันโลก ไม่เป็นคนตกกระแส “รจริน รุจิรา” จึงไปรวบรวมเรื่องราวเกี่ยวกับบิตคอยน์และแวดวงที่เกี่ยวข้องมานำเสนอ พอให้เห็นภาพกว้างๆ เพราะถึงที่สุดแล้ว เรื่องนี้ ณ เวลานี้ ยังค่อนข้างไกลตัวผู้คนทั่วไปพอสมควร แต่ในอนาคตก็ไม่แน่ เงินดิจิทัลรวมทั้งบิตคอยน์ อาจกลายเป็นสิ่งสามัญของโลกก็เป็นได้

 

ความหมายและที่มาของบิตคอยน์

“บิตคอยน์” คือ สกุลเงินสมมติที่ถูกสร้างขึ้นในรูปแบบดิจิทัล เพื่อเป็นตัวกลางในการแลกเปลี่ยนสินค้าและบริการ โดยไม่ขึ้นกับสกุลเงินใดๆ ไม่มีรูปร่างและไม่สามารถจับต้องได้เหมือนธนบัตรหรือเหรียญทั่วไป โดยบิตคอยน์มีหน่วยเงินตรา “BTC” เหมือนกับสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐ ที่ใช้หน่วยเงินตรา “USD” สกุลเงินเยนของญี่ปุ่นที่ใช้ “JPY” หรือสกุลเงินบาทไทยที่ใช้ “THB” บิตคอยน์ถูกสร้างขึ้นตั้งแต่ปี 2552 และเริ่มถูกนำไปใช้แลกเปลี่ยนซื้อ-ขายสินค้ากันจริง ๆ ในโลกออนไลน์ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา

ทั้งนี้ บิตคอยน์ถือเป็น “เงินตราอิเล็กทรอนิกส์” (Cryptocurrency) สกุลหนึ่งเท่านั้น ยังมีสกุลเงินดิจิทัลอื่นๆ อีกมากมายที่ถูกคิดค้นขึ้นมา อาทิ “Ethereum” ที่ใช้ตัวย่อ “ETH” “Ripple” ใช้ตัวย่อ “XRP” และ “Litecoin” ใช้ตัวย่อ “LTC” แต่ในปัจจุบัน บิตคอยน์ยังคงเป็นสกุลเงินดิจิทัลที่ได้รับความนิยมสูงสุด

บิตคอยน์เกิดจากแนวคิดที่ว่า มีความต้องการ “ระบบเงินใหม่” ที่ไม่ถูกตรวจสอบ จากเดิมที่มีระบบธนาคารกลางเป็นผู้ดูแล และมีหน้าที่กำหนดมาตรฐาน รวมถึงมูลค่าของเงิน ทำให้ธุรกรรมทางการเงินทุกอย่างที่เกิดขึ้นอยู่ในสายตาของธนาคารกลาง

แต่กระบวนการควบคุมตรวจสอบ ไม่ค่อยถูกใจบรรดาธุรกิจใต้ดิน เพราะต้องระบุตัวตน เวลาโอนเงินก็ต้องผ่านตัวกลาง ทำให้ถูกตรวจสอบได้ง่าย ดังนั้น จึงมีความพยายามจะสร้างสกุลเงินใหม่ที่ไม่ผ่านระบบธนาคารกลาง และเป็นที่ยอมรับอย่างแพร่หลาย

จากนั้นมีโปรแกรมเมอร์ชาวญี่ปุ่นคนหนึ่งใช้นามแฝงว่า ‘ซาโตชิ นากาโมโตะ’ ได้สร้างระบบที่เรียกว่า “Blockchain” ออกมา เพื่อป้องกันการเกิดภาวะเงินเฟ้อ และเสื่อมค่าลงอย่างรวดเร็วของสกุลเงินดิจิทัล จากการปั๊มเงินออกมาเรื่อยๆ ตามใจชอบ โดยนำระบบการทำงานของอัลกอริทึมมาใช้ แล้วกำหนดปริมาณเงินในระบบไว้ไม่ให้เกิน 21 ล้านหน่วย ทำให้บิตคอยน์เริ่มเป็นที่นิยมมากขึ้น เนื่องจากมีระบบป้องกันเงินเฟ้อนั่นเอง

 

พัฒนาการของบิตคอยน์ 10 ปีแห่งความผันผวน

นับจากที่บิตคอยน์ถือกำเนิดขึ้นเมื่อวันที่ 31 ตุลาคม 2551 จนถึงปัจจุบัน เงินดิจิทัลสกุลแรกของโลกยังคงถูกตลาดและนักลงทุนจับตาอย่างไม่วางใจ นับจากการเปิดตัวท่ามกลางวิกฤตการเงินโลก โดย ‘ซาโตชิ นากาโมโตะ’ ซึ่งเป็นนามแฝงของผู้ที่ยังคงเป็นปริศนาจนถึงวันนี้

“คริปโต” (เงินดิจิทัล) ยอดนิยมสกุลนี้ ปัจจุบันมีมูลค่าราว 6,400 ดอลลาร์ (ต่อ 1 บิตคอยน์) จากจุดเริ่มต้นที่ 0 ดอลลาร์ มีการโอนเงินสดอิเล็กทรอนิกส์แบบ peer-to-peer ที่ช่วยตัดตอนสถาบันการเงิน ด้วยช่องทางการจ่ายเงินออนไลน์จากฝ่ายหนึ่งไปยังอีกฝ่ายโดยตรง สิบปีต่อมา รูปแบบการชำระเงินนี้ยังคงดำเนินอยู่และมีความปลอดภัยมากขึ้น ผ่านระบบลงทะเบียนแบบกระจายศูนย์ที่เรียกว่า “บล็อกเชน” (Blockchain)

‘ปิแอร์ นัวซัต’ ผู้ก่อตั้งตลาดซื้อขายบิตคอยน์แห่งแรกในฝรั่งเศส ในปี 2554 บอกว่า การเกิดขึ้นของบิตคอยน์ถูกกระตุ้นจากการล้มละลายของ ‘เลห์แมน บราเธอร์’ วาณิชธนกิจแถวหน้าของสหรัฐอเมริกา เมื่อเดือนกันยายน ปี 2551 ซึ่งกลายมาเป็นการดิสเครดิตระบบ “นายธนาคารระดับอภิสิทธิ์ชนกลุ่มเล็กๆ ที่เป็นผู้กำหนดกฎกติกาการเงินกับแบงก์อื่นๆ ทั้งหมด”

หลังจากถือกำเนิด บิตคอยน์ใช้เวลานานหลายปีกว่าจะเป็นที่สนใจของสาธารณชน ซึ่งส่วนใหญ่คือพวกแก่วิชาที่หลงใหลในสิ่งใดสิ่งหนึ่ง และอาชญากรที่ฉวยโอกาสใช้เงินดิจิทัลสกุลนี้เป็นช่องทางฟอกเงิน ขณะที่ตลาดการเงินเริ่มมาสนใจ ตอนที่มูลค่าของบิตคอยน์พุ่งทะลุ 1,000 ดอลลาร์ เป็นครั้งแรกในปี 2556

อย่างไรก็ตาม ในช่วงนั้นธนาคารกลางยุโรป (อีซีบี) ยังคงตั้งแง่ว่า บิตคอยน์ก็ไม่ต่างอะไรกับแชร์ลูกโซ่ ตรงข้ามกับ ‘เบน เบอร์นันกี’ ประธานผู้ว่าการธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ในขณะนั้น ที่เล็งเห็นศักยภาพของเงินดิจิทัลสกุลนี้

ต้นปี 2557 บิตคอยน์เผชิญวิกฤตครั้งใหญ่ที่สุด หลังจาก ‘Mt. Gox’ เว็บเทรดที่ซื้อขายบิตคอยน์ราว 80% ของทั้งหมดถูกแฮ็ก ส่งผลให้มูลค่าของบิตคอยน์ดิ่งเหว จนมีคนทำนายว่าอาจถึงขั้นล่มสลาย แต่ถือว่าทำนายผิด

กว่าบิตคอยน์จะฟื้นตัวเต็มที่ ก็ต้องรอจนถึงต้นปี 2560 ซึ่งนัวซัตบอกว่า ถือเป็นจุดพลิกผันสำคัญ เพราะปลายปีที่แล้วมูลค่าของบิตคอยน์ทะยานทะลุ 19,500 ดอลลาร์ เท่ากับว่ามูลค่าตลาดรวมมีมากกว่า 300,000 ล้านดอลลาร์ และทะลุ 800,000 ล้านดอลลาร์ในเดือนมกราคมปี 2561 ก่อนที่ฟองสบู่จะแตก

‘บ็อบ แม็กดูวัลล์’ นักวิเคราะห์คริปโตหรือสกุลเงินดิจิทัลบอกว่า บิตคอยน์เป็นแรงบันดาลใจให้เกิดเงินดิจิทัลตามมาอีกมากมายกว่า 2,000 สกุล

แม้บิตคอยน์จะเป็นจุดเริ่มต้นของการปฏิวัติระบบการเงิน ทำให้วิธีการจัดการเงิน ทำธุรกรรม ทำธุรกิจ จัดการทรัพย์สิน และอีกมากมายเปลี่ยนแปลงไปตลอดกาล แต่ผู้สังเกตการณ์ส่วนใหญ่บอกว่า บิตคอยน์ในวันนี้ไม่ใช่เครื่องมืออำนวยความสะดวกในการชำระเงิน อย่างที่ผู้ก่อตั้งกำหนดบทบาทไว้ แต่กลายเป็นเครื่องมือเก็งกำไรเนื่องจากมูลค่าที่ผันผวนตลอดเวลา นัวซัตเห็นด้วยว่า ต้องใช้เวลานานถึง 20 ปีกว่าที่เงินดิจิทัลจะเสถียรจริงๆ

โกงบิตคอยน์”อาชญากรรมเงินดิจิทัล

เรื่องนี้เกิดขึ้นในเมืองไทย สรุปตามข่าวได้ว่า เมื่อวันที่ 9 สิงหาคม 2561 ตำรวจกองปราบฯ นำกำลังเข้าทำการจับกุม ‘นายจิรัชพิสิษฐ์ (บูม) จารวิจิต’ อายุ 27 ปี ดารานายแบบ ตามหมายจับศาลอาญาลงวันที่ 26 กรกฎาคม 2561 ข้อหา “ร่วมกันฟอกเงิน” โดยจับกุมได้บริเวณห้างสรรพสินค้าชื่อดังย่านพหลโยธิน กรุงเทพฯ

สืบเนื่องจากมีผู้เสียหายชาวต่างชาติ เข้าแจ้งความว่าถูกผู้ต้องหาพร้อมกับพวก ร่วมกันหลอกลวงและวางแผนชักชวนให้ลงทุน ประกอบธุรกิจซื้อขายสกุลเงินดิจิทัล ในชื่อ “dragon coin” (DRG) โดยหลอกลวงให้ซื้อหุ้นของบริษัท เอ็กซ์เปย์ ซอฟท์แวร์ จำกัด, NX Chain Inc. และหุ้นของบริษัท ดีเอ็นเอ 2002 จำกัด (มหาชน)

ผู้เสียหายหลงเชื่อและร่วมลงทุน ด้วยการโอนเหรียญบิตคอยน์จำนวนหนึ่งเข้าไปในกระเป๋าเงินอิเล็กทรอนิกส์ ในบัญชีของนายจิรัชพิสิษฐ์ ที่เปิดรับไว้ส่วนหนึ่ง และบัญชีของผู้ต้องหาอื่นๆ อีกหลายคน รวมเป็นเงิน 5,564.44650956 เหรียญบิตคอยน์ คิดเป็นเงินไทย 797,408,454.33 บาท

ต่อมาเมื่อถึงกำหนดนัดหมายที่จะได้รับส่วนแบ่งจากการลงทุน ผู้เสียหายกลับไม่ได้รับส่วนแบ่งจากการลงทุนหรือเงินปันผล อีกทั้งไม่เคยได้รับเชิญประชุมผู้ถือหุ้น นอกจากนี้ ยังพบว่าบริษัทที่กลุ่มของผู้ต้องหาได้กล่าวอ้างถึง ไม่ได้เข้าไปประกอบธุรกิจเกี่ยวกับ dragon coin (DRG) แต่อย่างใด จึงได้สอบถามไปยังตัวผู้ต้องหา แต่กลับได้รับการบ่ายเบี่ยงมาตลอด จึงได้มาแจ้งความร้องทุกข์กับกองปราบฯ

ต่อมาพนักงานสอบสวนได้รวบรวมพยานหลักฐาน ออกหมายจับผู้ต้องหากับพวกรวม 7 ราย ในฐานความผิด “ร่วมกันฟอกเงิน” ตามพ.ร.บ.ฟอกเงิน พ.ศ.2542 มาตรา 3(5), 5(1) (2), 60 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 8

จากนั้น ชุดสืบสวนสืบทราบว่าผู้ต้องหาถ่ายหนังที่ห้างดังแห่งหนึ่งย่านรัชโยธิน จึงนำกำลังเข้าจับกุม จากการสอบสวนผู้ต้องหาให้การปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหา โดยขอให้การในชั้นศาล จึงนำตัวส่งพนักงานสอบสวนดำเนินคดีต่อไป

ถึงตอนนี้ คดียังดำเนินไปตามขั้นตอนของกฎหมาย และเป็นคดีที่ทำให้คนทั่วไป สนใจเรื่องราวของบิตคอยน์มากขึ้น

 

ฆ่าแมวแลกบิตคอยน์”

โยงใยถึงดาร์กเว็บ

 

อีกข่าวที่ตามมาติดๆ และมีบิตคอยน์เข้าไปเกี่ยวข้อง เริ่มจากเมื่อช่วงดึกวันที่ 19 ตุลาคม 2561 มีผู้เสียหายรายหนึ่งเดินทางเข้าพบพนักงานสอบสวน สน.เพชรเกษม เพื่อนัดเจรจากับ ‘น.ส.วรารัตน์’ (สงวนนามสกุล) อายุ 30 ปี ที่รับลูกแมวไปอุปการะผ่านทางเพจหาบ้านให้สัตว์ แล้วปรากฏว่าน.ส.วรารัตน์ กลับนำศพลูกแมวในสภาพเสียชีวิตอย่างสยดสยอง คือถูกคว้านลำตัว นำอวัยวะภายในออกไปจนหมด มามอบให้พนักงานสอบสวน

เบื้องต้นทางองค์กรสวัสดิภาพสัตว์ และ WDT (Watch Dog Thailand) ช่วยกันหาข้อมูลเกี่ยวกับน.ส.วรารัตน์ พบว่าหลายเดือนที่ผ่านมา เจ้าตัวติดต่อไปหาผู้เสียหายหลายราย เพื่อขอรับแมวไปเลี้ยง นับรวมได้ประมาณ 27 ตัว

แต่เมื่อผู้เสียหายพยายามติดต่อไปสอบถามความคืบหน้า เกี่ยวกับความเป็นอยู่ของแมว ปรากฏว่า น.ศ.วรารัตน์กลับไม่ยอมรับโทรศัพท์ บล็อกเฟซบุ๊ก และตัดช่องทางการติดต่อสื่อสารทุกอย่าง กระทั่งมาปรากฏตัวที่สน.เพชรเกษม ในสภาพคล้ายคนเมา พร้อมศพลูกแมว ผู้เสียหายจึงประสานให้แพทย์จาก WDT มารับศพแมวไปชันสูตร ก่อนประสานกรมปศุสัตว์ เพื่อเชิญเจ้าหน้าที่มาร่วมตรวจสอบด้วย

น.ส.อิศราภรณ์ ผู้เสียหายรายหนึ่ง เปิดเผยว่า ก่อนหน้านี้ตนมีแมวจรจัดซึ่งผ่านการทำหมันแล้วอยู่ในความดูแลจำนวน 4 ตัว จึงโพสต์หาบ้านให้ตามช่องทางโซเชียลมีเดีย กระทั่งเมื่อวันที่ 18 ตุลาคม น.ส.วรารัตน์ติดต่อมาหาผ่านแช็ตทางเฟซบุ๊ก เพื่อขอรับอุปการะแมว 1 ตัว โดย น.ส.วรารัตน์ระบุขอแมวเพศผู้ หางยาว และต้องเป็นแมวที่มีพฤติกรรมเรียบร้อย ไม่ส่งเสียงครวญครางน่ารำคาญ เพราะเกรงว่าจะถูก รปภ.ที่คอนโดมิเนียมจับได้

น.ส.อิศราภรณ์จึงเลือกแมวเพศผู้อายุประมาณ 1 เดือน 2 สัปดาห์ไปมอบให้ โดยนัดหมายรับแมวกันที่คลินิกรักษาสัตว์แห่งหนึ่ง ย่านถนนสุขาภิบาล 1 ท้องที่ สน.เพชรเกษม ตอนช่วงเย็น หลังจากที่น.ส.วรารัตน์มารับแมวไป ตนก็พยายามติดต่อกลับเพื่อสอบถามความคืบหน้าว่าเป็นอย่างไรบ้าง แต่น.ส.วรารัตน์ไม่ยอมรับสาย หรืออ่านแช็ต อ่านไลน์ แต่อย่างใด จึงตัดสินใจโทร.ไปหากลางดึกวันเดียวกัน

น.ส.วรารัตน์รับสาย แต่กลับได้รับคำตอบว่าน.ส.อิศราภรณ์เข้าใจผิด เพราะเจ้าตัวไม่ได้เป็นคนรับแมวไป น.ส.อิศราภรณ์จึงขู่ว่าที่คลินิกมีซีซีทีวีบันทึกภาพไว้เป็นหลักฐาน น.ส.วรารัตน์จึงยอมรับ และอ้างว่านำแมวให้เพื่อนไปเลี้ยงต่อแล้ว เพราะตัวเองเป็นภูมิแพ้

น.ส.อิศราภรณ์รู้สึกถึงความผิดปกติ จึงพยายามโทรศัพท์ไปสอบถามความเป็นอยู่ของแมวตัวนี้อีกหลายครั้ง กระทั่งมีการนำหน้าเฟซบุ๊กของน.ส.วรารัตน์ขึ้นเตือนภัยตามเพจคนรักหมาแมว ทำให้น.ส.วรารัตน์โกรธ และกล่าวว่าจะฟ้องร้องที่นำข้อมูลส่วนตัวไปเปิดเผยบนโลกโซเชียลมีเดีย

จากนั้นเมื่อกลางดึกวันที่ 19 ตุลาคม น.ส.อิศราภรณ์จึงนัดหมายน.ส.วรารัตน์มาเจรจากันต่อหน้าพนักงานสอบสวน สน.เพชรเกษม ปรากฏว่าเจ้าตัวนำซากแมวที่เป็นศพใส่ถุงขยะสีดำ เดินทางมามอบให้พนักงานสอบสวน โดยอ้างว่าแมวถูกสุนัขกัดเสียชีวิต และเจ้าตัวก็เดินทางกลับทันที

ซึ่งขัดแย้งกับสภาพศพแมวตัวดังกล่าว ที่ดูแล้วคล้ายโดนทารุณกรรมมากกว่า คือมีบาดแผลคล้ายถูกของมีคมกรีดตามร่างกายหลายแห่ง ประกอบกับถูกคว้านเอาอวัยวะภายในออกไปจนหมด คล้ายนำแมวไปทารุณกรรม โชว์ตามเว็บไซต์ใต้ดิน หรือดาร์กเว็บเพื่อแลกบิตคอยน์ น.ส.อิศราภรณ์จึงแจ้งความลงบันทึกประจำวันเอาไว้ และติดต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อดำเนินการตามกฎหมายต่อไป

ขณะที่สัตวแพทย์ประจำคลินิกบ้านสัตว์เลี้ยง และสัตวแพทย์ประจำ WDT กล่าวว่าตรวจสอบซากแมวที่เสียชีวิตในเบื้องต้นแล้ว พิสูจน์ได้ว่าเป็นการตายอย่างผิดธรรมชาติ แมวถูกกระทำอย่างผิดธรรมชาติหลายแห่ง เช่น มีรอยถูกกระแทก อวัยวะภายในช่องท้อง ทั้งหัวใจ ปอดและสำไส้ ถูกนำออกจากศพไปทั้งหมด

นอกจากนี้ ยังมีกล้ามเนื้อขาหลังคล้ายถูกของมีคมเลาะออกไป ยืนยันว่าการตายของแมวตัวนี้ไม่ใช่ถูกรถชนเพราะอุบัติเหตุ หรือถูกสัตว์ใหญ่กว่าขบกัด ตามที่ผู้ต้องสงสัยกล่าวอ้างอย่างแน่นอน

ด้านเจ้าหน้าที่ตำรวจกล่าวว่า คดีนี้รับแจ้งความเอาไว้แล้ว ในเบื้องต้นพบว่ามีการส่งมอบแมวกันในพื้นที่ สน.เพชรเกษม หลังจากนี้จะต้องรอผลพิสูจน์อย่างละเอียด ว่าแมวเสียชีวิตเพราะสาเหตุใด และเสียชีวิตที่ไหน คงต้องใช้เวลาสักระยะ หากตรวจพบว่าทารุณกรรมสัตว์จริง จะออกหมายเรียกมาเข้าพบเพื่อรับทราบข้อกล่าวหาต่อไป

 

บิตคอยน์ในเมืองไทย” ใกล้ตัวคนทั่วไปมากขึ้นเรื่อยๆ

ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อ ว่าความนิยมที่สูงขึ้นของสกุลเงินดิจิทัลในประเทศไทย ทำให้เมื่อเดือนมิถุนายน 2561 สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ออกมาให้ความชัดเจนว่าสามารถซื้อ-ขายแลกเปลี่ยนสินทรัพย์ดิจิทัลในไทยได้อย่างถูกกฎหมาย ภายใต้พระราชกำหนด (พ.ร.ก.) การประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล พ.ศ. 2561 แต่อนุญาตเฉพาะ 7 สกุลเงินดิจิทัลที่กำหนดเท่านั้น ซึ่งบิตคอยน์ก็เป็นหนึ่งในนั้น

อย่างไรก็ตาม ธนาคาร สถาบันการเงินต่าง ๆ ที่ต้องการระดมทุนและให้บริการแลกเปลี่ยนบิตคอยน์ จะต้องยื่นขออนุญาตจากทาง ก.ล.ต. ก่อน ซึ่งมีหลายบริษัทให้ความสนใจ แต่ขณะนี้ก็ยังไม่มีรายใดที่ได้รับการอนุมัติจาก ก.ล.ต. ทำให้ยังไม่สามารถเปิดซื้อ-ขายแบบถูกกฎหมายได้ จะมีก็แต่การเข้าไปศึกษาเพื่อนำเทคโนโลยี Blockchain มาใช้เพิ่มประสิทธิภาพการให้บริการทางการเงินเท่านั้น เช่น ธนาคารไทยพาณิชย์ และธนาคารกรุงศรีอยุธยา ที่ร่วมกับบริษัทในประเทศญี่ปุ่น นำเทคโนโลยี Blockchain มาให้บริการโอนเงินข้ามประเทศสำหรับภาคธุรกิจและอุตสาหกรรม

ขณะเดียวกัน ปัจจุบันมีหลายประเทศที่ยอมรับบิตคอยน์อย่างถูกกฎหมาย อาทิ ประเทศในทวีปยุโรป สหรัฐอเมริกา แคนาดา และญี่ปุ่น อีกทั้งยังมีผู้ประกอบการหลายรายที่ยอมรับการชำระสินค้าเป็นเงินสกุลบิตคอยน์ เช่น Dell, Expedia, Greenpeace และ Wikipedia

การใช้บิตคอยน์ หรือสกุลเงินดิจิทัลอื่น ๆ เพื่อซื้อสินค้าและบริการ นำมาซึ่งความสะดวกในหลายด้าน เนื่องจากไม่จำเป็นต้องพกเงินสด อยากโอนให้ใครบนโลกนี้ก็ทำได้ง่าย ๆ ไม่ต่างจากการส่งอีเมล และนับวันสกุลเงินดิจิทัลก็ค่อย ๆ เริ่มเข้ามามีบทบาทในชีวิตประจำวันของเรามากขึ้น

แต่ความเสี่ยงของเงินสกุลนี้ก็ยังมีอยู่มากเช่นกัน เช่น ค่าเงินที่มีความผันผวนสูง เป็นช่องทางการฟอกเงิน รวมทั้งยังเป็นช่องทางให้เกิดการโจรกรรมทางอินเทอร์เน็ต เพราะไม่มีการระบุข้อมูลของผู้ใช้ การจับตัวผู้กระทำผิดมาลงโทษจึงทำได้ยากยิ่ง

ขณะเดียวกันยังมีความเสี่ยงด้านความปลอดภัย จากการที่บิตคอยน์ไม่มีตัวตนจริง จึงมีโอกาสสูญหายได้หากถูกโจมตีจากไวรัสที่ต้องการเข้ามาป่วนระบบ รวมถึงการที่ธนาคารกลางของหลายประเทศยังไม่สามารถควบคุมปริมาณเงินในระบบให้มีเสถียรภาพได้

อย่างไรก็ตาม ต้องบอกว่าปัจจุบันบิตคอยน์ไม่ใช่เรื่องไกลตัวของเราอีกต่อไป เนื่องจากชีวิตประจำวันของทุกคนต้องข้องเกี่ยวกับระบบอินเทอร์เน็ตแน่นอน และบิตคอยน์คงจะมีบทบาทมากขึ้นเรื่อย ๆ กับระบบการเงินของโลกในอนาคต

ซึ่งการเรียนรู้ทำความเข้าใจเรื่องนี้เอาไว้ก็ไม่เสียหายอะไร เพราะใครจะไปรู้ อนาคตข้างหน้า บิตคอยน์ อาจกลายเป็นสกุลเงินหลักที่ใช้กันอย่างแพร่หลายก็เป็นได้

ทุกมิติของโลกกำลังก้าวหน้าไปเรื่อยๆ แม้จะมีด้านดีไม่น้อย แต่ด้านร้ายก็ย่อมเกิดขึ้นตามไปด้วยอย่างไม่อาจเลี่ยง

 

เปิดโปง “ดาร์กเว็บ” แดนมืดในโลกออนไลน์

 

ช่วงนี้ ข่าวหนึ่งที่สร้างความสะเทือนใจ และเป็นที่จับตามองของสังคม คือข่าวดีเจสาวต้องสงสัยก่อเหตุทารุณลูกแมว ฆ่าควักเครื่องใน หลังทำทีมาขอลูกแมวจากเพจช่วยหาบ้านน้องหมาน้องแมว ซึ่งทางสัตวแพทย์ยืนยันผลการพิสูจน์ซากแมว ว่าไม่ได้เกิดจากอุบัติเหตุ และโลกโซเชียลก็ตั้งประเด็นสงสัยว่า นี่อาจเป็นการฆ่าสัตว์เพื่อแลกเหรียญในดาร์กเว็บ

จากกระแสข่าวดังกล่าว ทำให้หลายคนเกิดข้อสงสัยว่า “ดาร์กเว็บ” (Dark Web) คืออะไร ทำไมต้องมีการทารุณสัตว์ และยังมีเรื่องราวที่อยู่นอกกฎหมายอื่น ๆ อีกหรือไม่ เพื่อคลายความสงสัยในเรื่องนี้ เว็บไซต์เวิร์คพอยท์นิวส์ ก็นำเสนอรายงาน พาไปทำความเข้าใจถึงลักษณะการทำงานของเว็บไซต์ใต้ดินดังกล่าว

จากการตรวจสอบข้อมูลไปที่ศูนย์ประสานการรักษาความมั่นคงปลอดภัยระบบคอมพิวเตอร์ประเทศไทย (ไทยเซิร์ต) อธิบายการทำงานของดาร์กเว็บให้เข้าใจง่าย ๆ คือ เป็นเว็บไซต์ที่ตั้งใจซ่อนอำพรางการเข้าถึง ปกปิดข้อมูลผู้อยู่เบื้องหลัง ส่วนใหญ่มีจุดประสงค์เพื่อใช้ในเชิงผิดกฎหมาย การเข้าถึงดาร์กเว็บจะต้องใช้ช่องทางพิเศษ เป็นการเข้าถึงแบบไม่ระบุตัวตน (Anonymous) และตรวจสอบย้อนกลับเส้นทางได้ยาก

สำหรับเนื้อหาภายในดาร์กเว็บ ส่วนใหญ่เป็นเรื่องผิดกฎหมายหรืออาชญากรรม เช่น การซื้อขายอาวุธ ยาเสพติด ค้ามนุษย์ หรือขายข้อมูลที่ถูกขโมยมา โดยจะใช้ cryptocurrency หรือเงินสกุลดิจิทัล เช่น บิตคอยน์ มาเป็นตัวกลางแลกเปลี่ยน ซึ่งไม่เผยข้อมูลการทำธุรกรรม และติดตามเส้นทางธุรกรรมไม่ได้ มาใช้ในการแลกเปลี่ยน

แต่ในขณะเดียวกัน ดาร์กเว็บบางส่วนอาจไม่ใช่เนื้อหาผิดกฎหมาย หรือเป็นเนื้อหาที่เข้าข่ายผิดกฎหมายเฉพาะบางประเทศ เช่น การนำเสนอข่าวของผู้สื่อข่าวในประเทศที่ไม่อนุญาตให้เผยแพร่ข่าวสารบางอย่าง

อย่างไรก็ตาม การเข้าถึงเว็บไซต์ประเภทนี้อาจมีผลกระทบด้านกฎหมาย และมีความเสี่ยงที่จะตกเป็นเหยื่อจากมัลแวร์ ไม่แนะนำให้เข้าถึงเว็บไซต์เหล่านี้อย่างเด็ดขาด

ทางด้านผู้ใช้เฟซบุ๊กชื่อ ‘Usar Cole SC’ ได้อธิบายถึงดาร์กเว็บ ว่าไม่ใช่สิ่งที่คนปกติเข้าไป ไม่สามารถเข้าถึงได้ด้วยเว็บเบราเซอร์ ไม่ใช่สิ่งที่จะเข้าถึงได้ง่าย ๆ รวมถึงไม่การันตีว่าจะปลอดภัย หากพลาดเข้าไปแล้วมีคนตามรอยออกมาก็นับว่ายิ่งอันตราย เพราะคนกลุ่มนี้ไม่ใช่คนธรรมดา แม้แต่หน่วยงานใหญ่ ๆ อย่างเอฟบีไอ และซีไอเอ ยังนั่งไล่ปิดเว็บเหล่านี้

ขณะที่ก่อนหน้านี้ ประเทศไทยก็เคยมีข่าวจับกุมแอดมินผู้ดูแลเว็บไซต์ ‘AlphaBay’ ซึ่งถือเป็นเว็บไซต์ซื้อ-ขายยาเสพติด และสิ่งผิดกฎหมายที่ใหญ่ที่สุดในโลกได้ ในปี 2560 จากความร่วมมือของทางการสหรัฐฯ แคนาดา และไทย ตรวจยึดทรัพย์สินได้ร่วม 700 ล้านบาท อย่างไรก็ตาม พบว่าต่อมา ‘นายอาเล็กซองเดร คาเซส’ ผู้ต้องหาชาวแคนาดา ได้แขวนคอตายในห้องขัง

ทางด้านอมรินทร์ทีวี ได้สัมภาษณ์ผู้เชี่ยวชาญด้านการรักษาความมั่นคงและความปลอดภัยทางคอมพิวเตอร์ ซึ่งยืนยันว่า ดาร์กเว็บเป็นเว็บไซต์ที่เข้าถึงยาก เนื่องจากต้องมีการสมัครสมาชิกหรือมีรหัสเฉพาะเท่านั้น โดยภายในเว็บเหล่านี้จะมีการขายเนื้อหาจำพวกการทรมานสัตว์อยู่ด้วย เช่น การชำแหละแมว หรือเรื่องซาดิสม์ต่าง ๆ ซึ่งต้องยอมรับว่าบนโลกยังมีคนชอบสิ่งเหล่านี้อยู่ โดยมักใช้เงินสกุลดิจิทัลอย่างบิตคอยน์ เป็นตัวกลางแลกเปลี่ยน เพราะตรวจสอบเส้นทางการโอนเงินยาก และจะมีการนำบิตคอยน์มาแลกเป็นเงินบาทในภายหลัง

ทั้งนี้หากมีการชำแหละแมวเพื่อแลกเหรียญในดาร์กเว็บจริง ก็มั่นใจว่าเป็นเรื่องผิดกฎหมายแน่นอน และรู้สึกสงสารสัตว์หากถูกกระทำเช่นนี้ ไม่อยากให้สังคมสนับสนุนเรื่องดังกล่าว

…..