จาก “โรคซึมเศร้า” ถึง “การฆ่าตัวตาย” ระเบิดเวลาในสังคม

รจริน รุจิรา” อาสาไปท่องโลกออนไลน์ แสวงหาข้อมูลเกี่ยวกับ “โรคซึมเศร้า” ซึ่งนำไปสู่ “การฆ่าตัวตาย” มานำเสนอ เพื่อการรับรู้ การสังเกต และการช่วยเหลือ ทั้งคนใกล้ตัว หรือคนที่ประสบพบเจอ ก่อนจะเกิดโศกนาฏกรรม ซึ่งกำลังแพร่ลามขึ้นเรื่อยๆ ทั้งเด็ก ผู้ใหญ่ ชาย หญิง และเพศทางเลือก

 

โรคซึมเศร้ากับเรื่องราวแบบย่อๆ

 “โรคซึมเศร้า” เป็นอาการของโรคชนิดหนึ่ง ซึ่งเกิดขึ้นได้ในช่วงชีวิตของคนเรา เหมือนกับโรคอื่นๆ เช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง ฯลฯ การเป็นโรคซึมเศร้าไม่ได้หมายความว่าผู้นั้นจิตใจอ่อนแอ ล้มเหลวหรือไม่มีความสามารถ แต่เป็นเพียงการเจ็บป่วยอย่างหนึ่ง

โรคนี้เกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุ เช่น การสูญเสีย การหย่าร้าง ความผิดหวัง และเกิดได้เองโดยไม่มีสาเหตุใดๆ ซึ่งในปัจจุบันโรคนี้สามารถรักษาหายได้ด้วยการใช้ยา การรักษาทางจิตใจ หรือทั้งสองอย่างรวมกัน

ภาวะ “ซึมเศร้าทางการแพทย์” (Clinical depression) หมายถึง “ภาวะที่มีมากกว่าอารมณ์เศร้า” และเป็นพยาธิสภาพแบบหนึ่งซึ่งพบได้ในหลายๆ โรคทางจิตเวช โดยเฉพาะโรคทางอารมณ์ คือ “โรคซึมเศร้า” (Major Depressive Disorder หรือ Depressive Episode) และ “โรคไบโพลาร์” (Bipolar Disorder) รวมทั้งโรคทางอายุรกรรมบางโรค เนื่องจากสารจากยาบางชนิดทำให้เกิดอาการซึมเศร้าที่รุนแรงได้

สาเหตุกระตุ้นการเกิดโรคซึมเศร้าที่พบบ่อยคือ การมีความเสี่ยงทางพันธุกรรม ความเสี่ยงทางสภาพจิตใจ และการเผชิญกับสถานการณ์เลวร้าย ทั้ง 3 ปัจจัยทำให้เกิดความเครียด แต่ทั้งนี้คนที่ไม่มีญาติเคยป่วยก็อาจเป็นโรคนี้ได้ ที่สำคัญมักพบว่าผู้ป่วยโรคนี้มีความผิดปกติของระดับสารเคมี ที่เซลล์สมองสร้างขึ้นเพื่อรักษาสมดุลของอารมณ์

นอกจากนั้น สภาพจิตใจที่เกิดจากการเลี้ยงดู ก็เป็นปัจจัยเสี่ยงอีกประการหนึ่งต่อการเกิดโรคซึมเศร้า คนที่ขาดความภูมิใจในตนเอง มองตนเองและโลกในแง่ลบตลอดเวลา เครียดง่ายเมื่อเจอกับมรสุมชีวิต ทั้งหมดนั้นล้วนทำให้มีโอกาสป่วยง่ายขึ้น

การเผชิญกับสถานการณ์เลวร้าย เช่น พบกับการสูญเสียครั้งใหญ่ เจ็บป่วยเรื้อรัง ความสัมพันธ์กับคนใกล้ชิดไม่ราบรื่น หรือมีการเปลี่ยนแปลงในทางที่ไม่ปรารถนา ก็ทำให้เกิดหรือกระตุ้นให้โรคซึมเศร้ากำเริบได้

อาการของโรคซึมเศร้าแสดงออกอย่างหลากหลายทั้งทางร่างกายและจิตใจ เช่น รู้สึกเศร้า หม่นหมอง หงุดหงิด กังวลใจ ไม่สบายใจ ขาดความสนใจต่อสิ่งแวดล้อมรอบข้าง หรือสิ่งที่เคยให้ความสนุกสนานในอดีต

น้ำหนักลดลงหรือเพิ่มขึ้น ความอยากอาหารเปลี่ยนแปลงไป นอนไม่หลับ หรือนอนมากกว่าปกติ

คนที่เป็นโรคซึมเศร้าจะรู้สึกผิด สิ้นหวัง หรือรู้สึกว่าตนเองไร้ค่า ไม่มีสมาธิ ไม่สามารถตัดสินใจเองได้ ความจำแย่ลง อ่อนเพลีย เมื่อยล้า ไม่มีเรี่ยวแรง กระวนกระวาย ไม่อยากทำกิจกรรมใดๆ คิดถึงแต่ความตาย และอยากที่จะฆ่าตัวตาย

ใครก็ตามที่มีอาการเช่นนี้หลายข้อ เป็นเวลามากกว่า 2 สัปดาห์ติดต่อกัน อาจกำลังเป็นโรคซึมเศร้า หากมีประวัติการเจ็บป่วยโรคนี้ในหมู่ญาติ ก็เพิ่มความเสี่ยงการป่วยโรคนี้กับสมาชิกอื่นในบ้าน แต่ก็มิได้หมายความว่าจะเป็นกันทุกคน

 

แยกแยะโรคซึมเศร้าตามเพศและวัย

โรคซึมเศร้าที่เกิดในผู้ชาย : ว่ากันว่าจำนวนผู้ป่วยโรคซึมเศร้าที่เป็นผู้ชายจะพบได้น้อยกว่าผู้หญิง แต่น่าแปลกที่อัตราการฆ่าตัวตายในผู้ชายมีมากกว่า เมื่อเพศชายป่วยเป็นโรคซึมเศร้า โอกาสเสี่ยงเป็นโรคหัวใจมีสูงมาก ส่วนใหญ่มักใช้ยาเสพติดและเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เป็นตัวช่วยแก้ปัญหา บางรายก็ตั้งหน้าตั้งตาทำงานหนัก ถึงแม้จะหงุดหงิดง่าย โกรธง่าย แต่ก็ไม่เคยท้อแท้หรือสิ้นหวัง จึงยากที่แพทย์จะวินิจฉัยโรคนี้ได้ ทั้งที่รู้ว่าผู้ป่วยมักจะปฏิเสธการรักษาอยู่เสมอ

 

โรคซึมเศร้าที่เกิดในผู้หญิง : พบว่าผู้หญิงเป็นโรคซึมเศร้ามากกว่าผู้ชายถึง 2 เท่า ซึ่งเชื่อว่าเกิดจากการเปลี่ยนแปลงของระดับฮอร์โมน อาทิ มีประจำเดือน การตั้งครรภ์ ภาวะหลังคลอด หรือเข้าสู่วัยทอง อีกทั้งในชีวิตของพวกเธอยังต้องรับผิดชอบงานหลายอย่าง ทั้งในบ้านและนอกบ้าน ทำให้เกิดความเครียด การรักษาก็ทำได้แค่ให้กำลังใจ และทำความเข้าใจกับผู้ป่วยให้มากที่สุด

 

โรคซึมเศร้าที่เกิดในเด็ก : ไม่ใช่วัยผู้ใหญ่เท่านั้นที่เสี่ยงเป็นโรคซึมเศร้า เด็กก็มีโอกาสเกิดโรคนี้เช่นกัน อาการที่สังเกตได้ในเด็กเล็ก อาทิ ไม่ไปโรงเรียน แกล้งทำเป็นป่วย ติดพ่อแม่ หรือเป็นกังวลกลัวว่าพ่อแม่จะเสียชีวิต ส่วนในเด็กโตก็จะเงียบ ไม่ยอมพูดจา มักมีปัญหาที่โรงเรียน มองโลกในแง่ร้าย

การวินิจฉัยโรคซึมเศร้าในเด็กทำได้ยาก เนื่องจากอารมณ์ของเด็กเปลี่ยนแปลงตลอด ฉะนั้นพ่อแม่ที่อยู่ใกล้ชิดต้องคอยสังเกต ว่าพฤติกรรมของเด็กเปลี่ยนไปหรือไม่ ถ้ามีความเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้น และเป็นไปตามอาการของโรคซึมเศร้า ควรไปพบกุมารแพทย์เพื่อขอคำปรึกษา และส่งเด็กเข้ารับการวินิจฉัยเพื่อรักษา

 

โรคซึมเศร้าที่เกิดในผู้สูงอายุ : การเข้าสู่วัยทองมักทำให้อารมณ์ผกผัน ไม่เป็นปกติ ซึ่งคนส่วนใหญ่เข้าใจว่าเป็นเรื่องธรรมดาของวัยนี้ แต่ความจริงไม่ใช่ทั้งหมด เพราะผู้ป่วยส่วนใหญ่จะแสดงอาการทางกาย ยาที่ใช้ในวัยนี้ก็มีผลข้างเคียงทำให้เกิดอาการของโรคซึมเศร้าได้เช่นกัน หากส่งตัวเข้ารับการวินิจฉัยและรักษา ก็จะทำให้การใช้ชีวิตของผู้ป่วยในวัยนี้มีความสุขขึ้น

 

โรคซึมเศร้ากับการรักษา : โรคซึมเศร้ารักษาไม่ยาก เนื่องจากโรคนี้เกิดจากการแปรปรวนของสารสื่อนำประสาท สามารถแก้ไขได้ด้วยยา ร้อยละ 80 หายได้เมื่อได้รับยาร่วมกับการรักษาทางจิตใจ เวลาหายจะเป็นปกติเหมือนคนเดิม โรคนี้ไม่ใช่โรคจิตโรคประสาท เป็นโรคทางอารมณ์ที่รักษาหายได้เหมือนเดิม

โรคนี้พบได้บ่อยในสังคม อาจเกิดกับตัวเองหรือคนใกล้ชิดก็ได้ ถ้าพบว่าใครมีอาการหลายๆ ข้อของโรคซึมเศร้านานหลายวันติดต่อกัน หรืออาการมากขึ้น ควรปรึกษาแพทย์ที่ใกล้ที่สุด

โรคซึมเศร้ากับการฆ่าตัวตาย

 ปัญหาทางเศรษฐกิจและสังคมที่รุนแรง ทำให้เกิดความเครียดอย่างรุนแรงและรวดเร็ว นำมาซึ่งความรู้สึกซึมเศร้า และทำให้หลายคนคิดฆ่าตัวตาย ทุกคนจึงควรเอาใจใส่ซึ่งกันและกัน เฝ้าระวังการฆ่าตัวตาย โดยการสังเกตและสอบถามคนที่อยู่ใกล้ชิดเสมอ เมื่อสงสัยว่าเขาเกิดอารมณ์ซึมเศร้าหรือคิดฆ่าตัวตาย

คนที่คิดฆ่าตัวตายมักเกิดอารมณ์ซึมเศร้านำมาก่อน อาการอาจมีน้อย เช่น เริ่มต้นจากอารมณ์เบื่อ ไม่สนุกสนาน ไม่ร่าเริงแจ่มใส ไม่ค่อยสนใจหรืออยากจะทำอะไร แม้แต่กิจกรรมที่เคยชอบทำหรือเคยเพลิดเพลิน เบื่องานหรือเบื่อการเรียน เบื่อคนที่อยู่รอบข้าง เบื่อโลก เบื่อทุกสิ่งทุกอย่าง

อยากอยู่คนเดียวเงียบๆ ไม่อยากพูดคุยกับใคร ฉุนเฉียวง่าย หงุดหงิดง่าย กังวลง่าย ท้อแท้ เบื่ออาหาร รับประทานอาหารไม่อร่อย ไม่มีรสชาติ น้ำหนักลดเร็ว นอนไม่หลับหรือหลับๆ ตื่นๆ หรือตื่นดึกๆ แล้วนอนหลับต่อไปไม่ได้

สมาธิความจำเสียไป การฝึกและเคลื่อนไหวช้าลง ทำงานหรือเรียนได้ช้าจนเสียงาน รู้สึกตนเองผิด ไม่มีประโยชน์ ไร้ค่า เบื่อชีวิต และคิดอยากตาย อาการเหล่านี้จะเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในเวลาเป็นสัปดาห์หรือเป็นเดือน

คนที่คิดอยากตายหรืออยากฆ่าตัวตาย มักมีสัญญาณเตือนออกมาให้คนใกล้ชิดรับทราบ เช่น การบ่นเรื่องอารมณ์เบื่อหน่าย ซึมเศร้า ท้อแท้ การพูดถึงชีวิตในทางหมดหวัง เศร้าสร้อย การสงสัยในชีวิต เช่น เกิดมาทำไม คนเราทำไมถึงมีความทุกข์ การบ่นเรื่องเบื่อชีวิต อยากตาย การฝากฝังลูกเมียกับคนอื่น การทำพินัยกรรมในเวลาที่ยังไม่สมควร

สัญญาณเตือนเหล่านี้อย่าถือเป็นเรื่องล้อเล่น ควรเอาจริง และสงสัยว่าเขาอาจจะคิด หรือมีแผนจะกระทำจริงๆ เมื่อสงสัยว่าคนใกล้ตัวคิดอยากตาย ควรพูดคุยสอบถามเขาถึงอารมณ์ซึมเศร้า ถ้ามีอารมณ์ซึมเศร้ามากๆ ก็ควรถามต่อไปถึงความรู้สึกต่อตัวเอง ความรู้สึกผิดหรือไร้ค่า รู้สึกเป็นภาระแก่ผู้อื่น รู้สึกเบื่อชีวิตหรือไม่

ถ้ามีความรู้สึกเบื่อชีวิตด้วยก็ควรถามต่อไปว่า ความรู้สึกเบื่อชีวิตนั้นมากจนคิดอยากตายหรือไม่ ถ้าคิดอยากตายคิดถึงขนาดฆ่าตัวตาย เคยวางแผนจะกระทำหรือไม่ และมีอะไรยับยั้งเขาเอาไว้ จนเขายังไม่ได้กระทำในขณะนี้

คนทั่วไปกลัวว่าการถามเรื่องฆ่าตัวตาย จะเป็นการกระตุ้นหรือชักนำให้ผู้นั้นคิดกระทำ แต่ความจริงแล้ว การถามเรื่องดังกล่าวจะช่วยให้ผู้ที่กำลังคิดจะทำอยู่แล้ว ได้เปิดเผยอารมณ์ซึมเศร้า และการคิดอยากตาย เมื่อเปิดเผยแล้วความรู้สึกจะดีขึ้นจนไม่ฆ่าตัวตายจริงๆ

สำหรับคนที่ไม่ได้คิดเรื่องนี้ ไม่เป็นการกระตุ้นให้คิดหรือกระทำแต่อย่างใด การสอบถามกันเรื่องนี้ยังสื่อให้ผู้นั้นเกิดความรู้สึกอบอุ่นใจ ที่มีคนสนใจห่วงใยเอื้ออาทร เกิดความรู้สึกดีต่อสังคมและการมีชีวิตอยู่ต่อไป

และเมื่อทราบว่าใครกำลังคิดทำร้ายตัวเอง หรือซึมเศร้ามากๆ ควรพยายามชักจูงให้เขาไปพบจิตแพทย์ เพื่อให้การวินิจฉัยและรักษาอย่างถูกต้อง การรักษาได้ผลดีมาก บางคนหายเป็นปกติกลับไปต่อสู้ชีวิตต่อไปได้ อารมณ์ซึมเศร้ามากๆ มักเกิดจากโรคซึมเศร้า ซึ่งเป็นโรคทางอารมณ์ชนิดหนึ่ง รักษาให้หายได้ด้วยยา และการพูดคุยกัน ไม่ใช่โรคจิตโรคประสาทที่น่ากลัวแต่ประการใด

 

ตัวอย่างที่เป็นข่าวกับข้อมูลที่น่าตกใจ

เมื่อกลางเดือนมีนาคม 2562 มีรายงานข่าวในผู้จัดการออนไลน์ พาดหัวข่าวเร้าความสนใจ “ฆ่าตัวตาย 11 รายต่อวัน!! วัยรุ่น-วัยเรียนสุดอันตราย เสี่ยงความเครียดระเบิด” ตามด้วยโปรยหัวข่าว…สังคมกดดัน! เด็กมัธยมเครียดเขียนจดหมายอำลา แม้พบตัวว่าปลอดภัย แต่ไม่ได้หมายความว่าปัญหาชีวิตวัยรุ่นจะหมดไป ไม่แค่นี้ยังมีกรณีสะท้อนความเครียดของวัยรุ่นอีกมาก ทั้งนี้สถิติพบว่าคนไทยฆ่าตัวตายประมาณ 340 คนต่อเดือน ด้านโฆษกกรมสุขภาพจิตชี้ ความกดดันมักมาจากสภาพแวดล้อม แนะผู้ปกครองควรรับฟังปัญหา และสังเกตความเปลี่ยนแปลงของวัยรุ่น

จากกรณีผู้ใช้ทวิตเตอร์ “@pakboongntd” ทวีตตามหาเพื่อนหลังหายตัวไปจากบ้าน และระบุว่าเป็นห่วงเพื่อนมากเพราะไม่ได้มาโรงเรียนสักพักแล้ว ขณะเดียวกัน มีเด็กหนุ่มอายุ 17 ปี ชื่อน้องเอ โพสต์ในเว็บไซต์พันทิปเขียนจดหมายอำลาด้วยปัญหาในชีวิตหลายอย่าง ทั้งมองว่าตัวเองจะเป็นภาระของพ่อแม่ ที่ต้องคอยดูแลส่งเสีย หรือการที่โรงเรียนไม่สนับสนุนความสามารถในเรื่องศิลปะที่ตัวเองชอบ จึงไม่อยากมีชีวิตอยู่ต่อไป

หลังจากนั้น นักแสดงสาว ป๊อก-ปิยะธิดา ก็โพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัวระบุว่าน้องเอเป็นหลานของตั๊ก-นภัสรัญชน์ สามีของตน และหลานชายของทั้งคู่ก็กลับมาที่บ้านอย่างปลอดภัยแล้ว

ทว่ากรณีการฆ่าตัวตายในวัยรุ่น เคยเกิดขึ้นมาแล้วไม่น้อย เช่น กรณีเด็ก ม.1ใช้เชือกแขวนคอตัวเองจนเสียชีวิต พ่อกับแม่คาดว่าลูกเป็นโรคซึมเศร้า และอีกกรณีที่เพิ่งเกิดขึ้นคือ นักเรียนหญิงอายุ 15 ปี ยิงตัวตายหลังถูกพ่อแม่ดุเรื่องติดโซเชียลมีเดีย

ทั้งนี้ปัจจัยที่ทำให้เด็กเกิดความเสี่ยงคิดฆ่าตัวตาย มีหลายเหตุผลที่เกิดขึ้นจริงในชีวิต ทั้งปัญหาในด้านการเรียน ครอบครัว ความรัก เพื่อน ฯลฯ เกิดเป็นเรื่องที่มีผลทางด้านจิตใจต่อวัยรุ่นจำนวนมาก ปัจจัยต่างๆ นั้นมีทั้ง 1.ปัจจัยที่เป็นตัวกระตุ้น เช่น การสอบเข้าที่เรียนใหม่ๆ การคิดเรื่องการเรียนต่อมหาวิทยาลัย

2.ปัจจัยที่มีอยู่เดิม ซึ่งแต่ละคนมีความคาดหวังไม่เหมือนกัน บางคนอยู่ในช่วงสอบแต่ไม่ได้คาดหวังหรือกดดันตัวเองมากนักก็อาจจะไม่เกิดปัญหา ขณะที่บางคนมีความคาดหวังกับตัวเองสูง รู้สึกว่าตนเองผิดพลาดไม่ได้ ความเครียดก็เกิดได้ง่าย

3.ปัจจัยจากบุคลิกภาพของตัวเอง เดิมอาจเป็นคนที่เครียดง่ายอยู่แล้ว และไม่ค่อยผ่อนคลาย เมื่อมีความเครียดเข้ามาจึงไม่สามารถปรับตัวได้

ขณะเดียวกันสัญญาณเตือนของคนที่เป็นโรคซึมเศร้า ก็มีตั้งแต่อารมณ์เบื่อหน่ายท้อแท้ โดยจะมีอาการนี้ตลอดทั้งวัน ติดต่อกันนานเกิน 2 สัปดาห์ มีความคิดช้าลง เสียสมาธิ มีปัญหาเรื่องการกินการนอน หรืออยากตายไม่อยากมีชีวิตอยู่ โดยที่ทั้งหมดทำให้สูญเสียความสามารถในการทำงานการเข้าสังคม

อาการเหล่านี้สามารถเป็นสัญญาณบอกได้ว่า อาจจะเข้าขั้นการป่วยมีปัญหาด้านสุขภาพจิต และในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา มีอัตราคนไทยฆ่าตัวตายปีละเกือบ 40,000 ราย หรือประมาณ 340 คนต่อเดือน ซึ่งจำนวนนี้เป็นเพศชายมากกว่าเพศหญิงถึง 4 เท่า

 

คำบอกเล่าของผู้ป่วย(จากกระทู้พันทิป)

เจ้าของกระทู้บอกว่า ตั้งกระทู้ขึ้นมาเพื่อให้คนที่ไม่ได้เป็นโรคซึมเศร้า เข้าใจความรู้สึกของผู้ป่วยโรคซึมเศร้า ก่อนที่จะตัดสินใจเลือกฆ่าตัวตาย และยังบอกอีกว่าตนเป็นผู้ป่วยโรคซึมเศร้าที่โชคดี รู้ตัวก่อนจะตัดสินใจลงมือ และพาตัวเองไปหาหมอ ได้รับการวินิจฉัยว่าป่วยด้วยโรค Major Depressive Disorder โดยมีการรับรองจากแพทย์และต้องกินยาต่อเนื่อง

หลายครั้งที่เห็นคนเข้ามาคอมเมนต์กรณีมีการฆ่าตัวตายว่าโง่ เนรคุณ ก็เลยอยากให้คนที่นึกไม่ออกว่าอาการของโรคซึมเศร้าเป็นยังไง ได้รับรู้ความรู้สึกและความคิด ก่อนที่คนป่วยจะตัดสินใจฆ่าตัวตาย เพราะเธอก็เคยเป็นหนึ่งในคนที่ไม่เข้าใจเหมือนกัน คิดว่าคนนั้นโง่ เห็นแก่ตัวมาตลอด จนมาเจอกับตัวเอง

ข้อแรกที่ต้องเข้าใจคือ คนซึมเศร้าไม่ได้เศร้า ฟูมฟาย ร้องไห้ตลอดเวลา แต่จะไม่สามารถหลุดจากความคิดแง่ลบ สิ้นหวัง ไม่เห็นอนาคต จนสุดท้ายก็คือไม่รู้สึกอะไรเลย นี่คือเรื่องที่ทรมานที่สุดของคนเป็นโรคนี้ ถ้านรกมีจริงก็คงเป็นความรู้สึกนี้แหละ

ไม่มีความรู้สึกสนุก ไม่มีความรู้สึกดีใจ ไม่มีความรู้สึกเสียใจ ไม่รู้สึกเศร้า ไม่ผูกพันกับอะไรทั้งนั้น ตอนที่เป็นหนักๆ บอกเลยว่าขอรู้สึกเศร้าดีกว่าที่จะไม่รู้สึกอะไรเลย เหมือนไม่มีวิญญาณ ว่างเปล่า ไม่มีอะไรเหลือให้ผูกพันเพื่อการมีชีวิตอยู่

เวลาอยากตายไม่เลือกวิธีการว่าจะทรมานมากหรือน้อย ต้องการแค่ความรวดเร็วและแน่นอน จะได้ไปให้พ้นจากความรู้สึกนี้เสียที มันเป็นโรคที่เดียวดายมาก

ต้องสู้ด้วยตัวเองจริงๆ เพราะฉะนั้นคนเป็นโรคซึมเศร้าจึงไม่ใช่คนอ่อนแอ แต่เข้มแข็งมากจนพยายามที่จะมีชีวิตรอดในอาการแบบนั้น

จากประสบการณ์ของเธอ โรคซึมเศร้าแบ่งอาการง่ายๆ เป็น 3 ช่วง คือ ช่วง1 : อาการหนัก จะรู้สึกมีแรงกระตุ้น มีเสียงเรียก เหมือนโดนตัวเองกล่อมว่าให้ฆ่าตัวตายไปเถอะ โลกไม่น่าอยู่ ไม่มีอะไรดีๆ รออยู่ข้างหน้า

ตอนนี้ไร้ค่า สร้างแต่ปัญหาให้คนอื่น อนาคตมีแต่จะแย่ลง ยังไงช้าเร็วเดี๋ยวก็ต้องตายเหมือนกัน ช่วงไหนที่เสียงดังหน่อย พ่ายแพ้กับเสียงนั้นก็จะหมกมุ่นแต่ความคิดหาวิธีฆ่าตัวตายตลอดเวลา เดินกลับบ้านเห็นเสาก็อยากปีนเสาแล้วกระโดดลงมาให้รู้แล้วรู้รอด อะไรทำนองนั้น

เครียดกับทุกอย่าง ทุกเรื่อง หายใจก็เหนื่อย ลุกก็เหนื่อย เดินก็เหนื่อย รู้สึกได้ถึงความหนักที่กดทับลงมาบนตัว ไม่ใช่การเหนื่อยทางกายภาพ แต่เหนื่อยและหนักทางใจ โลกทุกอย่างเป็นสีเทา สีดำ หม่นหมองมาก เซนซิทีฟ ร้องไห้ง่ายมาก

ถ้าถูกปัญหารุมเร้า ช่วงนี้จะสติแตก โลกถล่มตรงหน้า ทุกคนที่ติดต่อเข้ามาคือเจ้ากรรมนายเวร ช่วงนี้ไม่สามารถรวบรวมสติ สมาธิอะไรได้เลย เขียนบันทึกไม่ได้ อ่านหนังสือไม่รู้เรื่อง ปกติอ่านนิยายหรือหนังสือคืนละเล่ม แต่นี่ย่อหน้าเดียวอ่านซ้ำสิบทีก็ไม่เข้าใจ การ์ตูนที่มีแต่ภาพก็เหมือนเปิดผ่านไป ไม่รู้เรื่อง หนักสุดคือนอนข้ามวันไปเลย ช็อคมาก นอนสองทุ่ม ตื่นมา 5 โมงเย็นของอีกวัน

เวลาทำงานมีปัญหามาก รับงานมาแล้วไม่ทำ โกหกส่งๆ ไปว่าทำแล้ว ผัดวันประกันพรุ่งทั้งที่รู้ว่าถ้าทำแบบนี้จะสร้างปัญหาใหญ่ตามมา แต่ไม่สามารถบังคับตัวเองให้ทำได้ อยากร้องไห้ กลัว กังวลที่จะต้องติดต่อแบบไม่มีเหตุผลอะไรทั้งนั้น

ในหัวมีความคิดว่าช่างมัน เดี๋ยวก็ตายแล้ว ไม่อยากทำ ไม่อยากรับรู้ ไม่สนใจ สร้างความเสียหายอย่างเลวร้าย สร้างปัญหาให้คนที่รักและเคารพ และปัญหาที่ก่อไว้ตอนนี้จะกลายเป็นชนวนของอาการหนัก cycle ใหม่

ช่วง 2: เริ่มมีสติ พออยู่ในช่วงโคม่าสักพัก ก็จะทนความหดหู่ไม่ไหว รู้สึกต้องเอาชนะมัน แล้วเข้าสู่ช่วงมีสติ ระยะนี้จะหาทางเอาชนะความอยากตายสิ้นหวังด้วยวิธีต่างๆ นานา แต่จะสำเร็จแค่ช่วงสั้นๆ (ทำหมดยกเว้นหาหมอ)

ขณะที่เขียนนี้กำลังมีสติ แต่ถูกความเครียด ไม่สบายใจและความรู้สึกผิดโจมตีอยู่ รู้ตัวว่าจริงๆ แล้วไม่ได้อยากตาย แค่อยากหนีปัญหา หนีความรู้สึกผิดที่ตัวเองก่อไว้ช่วงที่อาการหนัก ช่วงนี้ทำงานได้บ้าง แต่ต้องรวบรวมพลังกายและพลังใจอย่างสูง

พอทำงานได้ เห็นความคืบหน้าของงานที่พยายามทำ ก็รู้สึกดีที่ตัวเองมีประโยชน์ เข้าสู่ช่วงอาการดีต่อไป อาการช่วงนี้จะมีสติ รู้ตัวว่าไม่ได้อยากตาย อยากแก้ปัญหาที่ก่อไว้ให้ดีขึ้น อ่านหนังสือได้ เข้าใจได้ แต่ไม่รู้สึกสนุก ไม่มีอารมณ์ร่วมกับสิ่งใดๆ บนโลก ไม่ได้หดหู่รุนแรง แต่ไม่ได้สดใสหรือมีความสุข
รู้สึกหวั่นไหวง่าย มีความกลัวอยู่บ้าง ถ้ามีอะไรกระทบกระทั่งก็พร้อมโคม่าได้เสมอ ต้องประคับประคองตัวเองดีๆ

ช่วงที่ 3 : อาการดี ถ้าทำงานได้ Productive มาก ปัญหาที่ก่อไว้คลี่คลาย สามารถแก้ปัญหาได้
หรือเรื่องงานที่ไม่ยอมทำแล้วโกหกไว้ในข้อ 1 สามารถรอดไปได้แบบไม่ถูกจับได้ จะอาการดีขึ้น มีความร่าเริง พูดเก่ง ช่วงนี้จะแอ็คทีฟมาก อยากทำนั่นทำนี่ มีใจอยากเรียนอยากเขียน สามารถเขียนบันทึกไดอารี่ หรือเขียนอะไรได้ยาวๆ  ทำงานเร็ว กล้าชน กล้าเจอปัญหา เจอเพื่อน ร่าเริง ตลก อ่านหนังสือสนุก ความจำดี รับผิดชอบงานสูง ทำงานทันทีที่ได้รับคำสั่ง ช่วงเวลานี้เกิดน้อยมาก และสั้นมาก เพราะจะถูกปัญหาใหม่ๆ โถมใส่ตลอด

มาว่ากันถึงสภาพที่เป็นช่วงอาการหนัก 1.อยากฆ่าตัวตาย-อันนี้จริงมาก เป็นหนักที่สุดคือตอนเช้า ตื่นมาแล้วรู้สึกเหมือนโลกถล่ม อาการจะค่อยๆ ดีขึ้นตอนกลางวันและบ่าย สงบที่สุดตอนดึก และเป็นใหม่อีกครั้งในตอนเช้าวันถัดไป รู้สึกเครียด หนัก เหนื่อย ไม่อยากลุก

2.ไม่อยากรับรู้ไม่อยากรับผิดชอบอะไร-เป็นสิ่งที่ก่อปัญหาให้ตัวเองและคนรอบข้างที่สุด ทำให้โรคซึมเศร้าไม่หายสักที และก่อให้เกิดข้อต่อไป

3.รู้สึกผิดรุนแรง-ปัญหาต่อเนื่องจากข้อ 2 เหมือนโดนตัวเองเตะตัดขาตลอดเวลา ไม่มีอะไรสาหัสเท่ากับการต่อสู้กับตัวเองอีกแล้ว

โรคซึมเศร้ารักษาได้แค่อย่านิ่งนอนใจ

โรคซึมเศร้าเป็นโรคที่เกิดจากความผิดปกติของสารสื่อประสาทและสามารถรักษาได้ ผลร้ายแรงที่สุดของโรคซึมเศร้าคือ “การฆ่าตัวตาย” ทำให้เกิดความสูญเสียที่ไม่มีวันย้อนคืนอย่างที่ไม่มีใครอยากให้เกิด ที่สำคัญสามารถเกิดกับใครก็ได้ แม้แต่เด็กๆ และไม่ได้หมายความว่าถ้าป่วยเป็นโรคซึมเศร้า คุณจะอ่อนแอหรือจะดราม่ากว่าคนอื่น มันคือความเจ็บป่วยที่รักษาให้หายได้

ในประเทศไทยมีข้อมูลจากกรมสุขภาพจิตว่า มีคนที่มีภาวะซึมเศร้าประมาณ 1.5 ล้านคน และโรคซึมเศร้าเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เกิดการฆ่าตัวตาย คนที่มีโรคหรือภาวะซึมเศร้า อาจมีอารมณ์ซึมเศร้า เบื่อหน่าย ท้อแท้ หรืออาจจะเป็นลักษณะอารมณ์เปลี่ยนแปลงง่าย หงุดหงิดง่าย ยิ่งถ้าเป็นในเด็กและวัยรุ่น อาการแสดงอาจจะไม่ตรงไปตรงมาเหมือนผู้ใหญ่ อะไรที่เคยชอบก็กลับกลายเป็นทำแล้วไม่สนุก

โรคซึมเศร้าจะส่งผลถึงการใช้ชีวิต การทำงาน การเรียน ความสัมพันธ์กับคนรอบข้าง บางคนที่เป็นโรคซึมเศร้ารุนแรงอาจมีจิตประสาทหลอน หวาดระแวง หรือถึงขั้นทำร้ายตัวเองได้ คนเป็นโรคซึมเศร้าต้องการความเข้าใจ ใครสักคนที่รับฟัง ยอมรับในสถานะที่เขาเป็นอยู่ โดยไม่ตัดสิน

ส่วนคำพูดประมาณว่า “ไม่เป็นไรมากหรอก” “อย่าไปคิดมาก” “ตอนเราถูกแฟนทิ้งยังชิลล์ได้ แกอย่ามาดราม่าเรียกร้องความสนใจ” “ฆ่าตัวตายทำไมบาปนะ” “ทำไมไม่คิดถึงพ่อแม่” ฯลฯ คำพูดเช่นนี้จะยิ่งทำให้คนที่เป็นโรคซึมเศร้ารู้สึกว่าคนอื่นไม่เข้าใจ ไม่ยอมรับในตัวเขา

และยิ่งในยุคโซเชียลมีเดีย เมื่อมีข่าวคนที่เป็นโรคซึมเศร้าทำร้ายตัวเอง หลายคนก็เอามาวิจารณ์ ซึ่งมันคือความไม่เข้าใจและการไปตัดสิน ทั้งที่ตัวเองไม่ได้อยู่ในสถานการณ์นั้น

คนรอบข้างควรระมัดระวังเรื่องการทำร้ายตัวเอง พาเขาไปรับการรักษา และรับคำปรึกษาจากจิตแพทย์ เรื่องของอารมณ์ต่างๆ เป็นเรื่องธรรมดา ทั้งอารมณ์ด้านบวกและด้านลบ ชีวิตคนเรามีเรื่องทั้งดีและร้ายผ่านเข้ามาเป็นธรรมดา วันหนึ่งอาจจะเป็นเราก็ได้ที่มีภาวะซึมเศร้า แต่อย่างที่บอก โรคนี้รักษาได้แค่อย่านิ่งนอนใจ

อย่างไรก็ตาม คุณหมอได้แนะนำว่า หากสงสัยว่ากำลังซึมเศร้าหรือเครียด ในเบื้องต้นสามารถโทรไปที่สายด่วนสุขภาพจิต 1323 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง หรือที่องค์กรสะมาริตันส์ ประเทศไทย 0-2713-6793 (ภาษาไทย เวลา 12.00 – 22.00 น.)

 

 

โรคซึมเศร้าป้องกันได้ (แนะนำโดยจิตแพทย์เด็กและวัยรุ่น)

1.ใช้ชีวิตให้แข็งแรงทั้งกายและใจ เพราะกายและจิตสื่อถึงกัน หากเราทำร่างกายให้อ่อนแอ จิตก็จะสั่งให้อ่อนแอสิ้นหวัง แต่ถ้าเราทำกายให้แข็งแรง จิตใจก็ผ่องใส สุขภาพดีสุขภาพจิตก็ดีตาม

2.สำรวจความเครียดของตัวเองบ่อยๆ การประเมินภาวะซึมเศร้าจะทำให้เราเข้าถึงการรักษาได้เร็ว สามารถทดสอบแบบประเมินของกรมสุขภาพจิตได้ ระบายความเครียดที่มีด้วยการทำสิ่งที่ชอบ หรือออกไปท่องเที่ยวพักผ่อน ออกจากจุดที่มีความเครียด อาจจะเป็นเรื่องยากในสภาพสังคมปัจจุบัน แต่จำเป็นต้องทำให้ได้

3.หางานอดิเรกทำ เพื่อให้เกิดสมาธิ ทำให้จดจ่อกับสิ่งต่างๆ ได้มากขึ้น

4.ขอรับคำปรึกษาจากผู้เชี่ยวชาญ พบจิตแพทย์ จุดนี้คนไทยยอมรับมากขึ้นที่จะเข้าไปรับการบำบัดฟื้นฟูจิตใจ ซึ่งถือเป็นเรื่องดี เพราะการรักษาอย่างถูกวิธีจะช่วยลดภาวะการคิดฆ่าตัวตาย หรือกลับมาเป็นโรคซึมเศร้าน้อยลง

5.การให้กำลังใจจากคนในครอบครัวเพื่อนฝูงเป็นเรื่องที่จำเป็น เพราะถือเป็นเกราะป้องกันโรคซึมเศร้า และสำหรับคนที่เป็นแล้ว การรับฟังเสียงของคนในครอบครัว สนใจกัน เป็นสิ่งที่ผู้ป่วยโรคซึมเศร้าต้องการ