Sexual Variation 22 พฤติกรรมทางเพศ

เนื่องจากความหมายของ “พฤติกรรมทางเพศ” (Sexual Behaviorมีลักษณะลื่นไหลเปลี่ยนแปลงตามค่านิยมของสังคม การตีตราพฤติกรรมทางเพศแบบใดแบบหนึ่งว่า “ผิดปกติ” หรือ “เบี่ยงเบนทางเพศ” (Sexual Deviation) เนื่องจากพฤติกรรมนั้นเป็นที่นิยมของคนจำนวนน้อย น่าจะไม่ยุติธรรมนัก

เพื่อความเข้าใจถึงความแตกต่างของพฤติกรรมทางเพศที่มีอยู่ เราน่าจะมองสิ่งเหล่านั้นในฐานะ “ความหลากหลายของพฤติกรรมทางเพศ” (Sexual variation) ที่ปรากฏในสังคม ซึ่งมีการศึกษาและบันทึกไว้อย่างน้อย 22 แบบ

1.การร่วมเพศทางปาก (Oral love หรือ Oral sex) : การใช้ปากกระตุ้นอวัยวะเพศ เพื่อให้เกิดอารมณ์เพศ ซึ่งมี 3 รูปแบบ

1.1 เฟลลาชิโอ (Fellatio) การใช้ปาก ริมฝีปาก ลิ้นหรือฟัน กระตุ้นองคชาตเพื่อให้ความสุขทางเพศ อาจจะเป็นหญิงทำให้ชาย หรือชายทำให้ชายก็ได้

คำว่า “fellatio” แปลว่า “ดูด” พฤติกรรมทางเพศแบบเฟลลาชิโอรู้จักกันแพร่หลายตั้งแต่สมัยโบราณ บางสังคมและบางศาสนาถือว่าการมีเพศสัมพันธ์แบบเฟลลาชิโอเป็นความลามกวิตถาร ในปัจจุบันพฤติกรรมทางเพศแบบนี้ มีการปฏิบัติกันแพร่หลาย

ส่วนในประเทศไทยนั้น การร่วมเพศแบบนี้เป็นที่นิยมในกลุ่มรักร่วมเพศ และในสถานบริการทางเพศ เช่น อาบอบนวด อาจมีชื่อเรียกต่างๆ กัน เช่น “สเปรย์” (spray) “สโม้ก” (smoke) เป็นต้น

1.2 คันนิลิงกัส (Cunnilingus) การใช้ปาก ริมฝีปาก ลิ้นและฟันกระตุ้นอวัยวะเพศหญิง ชายทำให้หญิงหรือหญิงทำให้หญิงก็ได้ วิธีนี้ทำให้ผู้หญิงมีความสุขทางเพศได้โดยไม่ต้องอาศัยอวัยวะเพศชาย

จากการศึกษาในอเมริกา พบว่าผู้หญิงอเมริกันร้อยละ 50 มีประสบการณ์ทางเพศแบบเลียอวัยวะเพศหญิง และพฤติกรรมทางเพศแบบนี้ทำให้ผู้หญิงบรรลุถึงจุดสุดยอด แต่มีข้อควรระวัง เพราะเคยมีรายงานว่าหญิงเสียชีวิตหลายรายจาก “ฟองอากาศอุดตันเส้นเลือด” (airembolism) เพราะการใช้ปากเป่าลมเข้าในช่องคลอดขณะที่ทำการเลียอวัยวะเพศหญิง

1.3 ซูเซ็นนูฟ (Soixante–neuf) การร่วมเพศโดยที่ชายและหญิงนอนกลับหัว หรือจะนอนตะแคงทั้งคู่ หรือคนหนึ่งอยู่เหนืออีกคนหนึ่งก็ได้ โดยให้อวัยวะเพศของฝ่ายหนึ่งตรงกับปากของอีกฝ่ายหนึ่งแบบตัวเลข 69 เพื่อสะดวกในการทำเฟลลาชิโอและคันนิลิงกัสให้กันและกัน

 

  1. การร่วมเพศทางทวารหนัก (Sodomy) : ชายสอดใส่องคชาตเข้าไปในทวารหนักของหญิงหรือชาย

ในปัจจุบัน รัฐส่วนใหญ่ในอเมริกายังถือว่าการร่วมเพศทางทวารหนักเป็นสิ่งที่ผิดกฎหมาย และมีบทลงโทษด้วย ส่วนในประเทศไทย การร่วมเพศทางทวารหนักเป็นที่นิยมในกลุ่ม “ชายรักร่วมเพศ” (homosexuals) และแบบ “รับได้ทั้งสองเพศ” (bisexuals) มักจะเรียกว่า “อัดถั่วดำ”

ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2541 เป็นต้นมา คำว่า “ตุ๋ย” ถูกนำมาใช้เรียกการร่วมเพศทางทวารหนัก โดยสื่อมวลชนบัญญัติศัพท์จากชื่อเล่นของชายหนุ่มคนหนึ่ง ที่ถูกกล่าวหาว่าเคยใช้บริการทางเพศจากเด็กชายหลายคน

  1. รักร่วมเพศ (Homosexuality) การมีความสุขทางเพศกับคนเพศเดียวกัน

ถ้าเป็นชายต่อชายมักเรียกว่า “โฮโมเซ็กชวล” (homosexuality) คนทั่วไปเรียกว่า “เกย์” (Gay) คนที่เป็นผู้แสดงหรือเป็นผู้กระทำเรียกว่า “เกย์คิง” ส่วนคนที่เป็นผู้ถูกกระทำเรียกว่า “เกย์ควีน” คนที่เป็นเกย์มักจะชอบ “เข้าข้างหลัง” (sexual analism) บางคนที่ชอบทำแบบนี้ อาจเป็นเพราะตอนเด็กถูกห้ามไม่ให้จับต้องอวัยวะเพศ ถือว่าเป็นของต่ำหรือสกปรก ดังนั้นจึงต้องใช้สิ่งอื่นทดแทน

ส่วนหญิงกับหญิงเรียกว่า “เลสเบี้ยน” (lesbianism) หญิงที่กระทำตนเป็นชายนั้นเรียกว่า “ทอม” (Tom) และมีคู่เรียกว่า “ดี้” ซึ่งมาจากคำว่า “Lady” หากบุคคลใดสามารถมีความสุขทางเพศทั้งกับเพศเดียวกันและเพศตรงข้ามกัน จะเรียกว่า “ไบเซ็กชวล” (bisexuality)

โดยส่วนใหญ่พวกรักร่วมเพศแบ่งออกเป็น 3 ลักษณะ คือ “รุก รับ และทั้งสองแบบ” ส่วนมากที่พบจะเป็นพวกที่ 3 สาเหตุมีอยู่หลายประการ อาจเป็นเพราะความผิดปกติทางฮอร์โมน หรือสิ่งแวดล้อมทางสังคม เช่น บังเอิญไปมีเพศสัมพันธ์กับเพศเดียวกันแล้วติดใจ หรืออยู่กับคนเพศเดียวกันมานาน เช่น ในคุก ในโรงเรียนประจำ เป็นต้น

อีกสาเหตุที่สำคัญ คือการเลี้ยงดูของครอบครัว โดยทั่วไปมักพบว่า มารดาไม่มีความสุขในชีวิตสมรส หรือสนิทกับลูกชายเป็นพิเศษ พอเด็กโตขึ้นก็เลยไม่อยากมีอะไรกับผู้หญิงซึ่งเป็นเพศเดียวกับมารดา เด็กชายบางคนอาจเกิดความรู้สึกกับมารดา ต่อมาเกิดความละอาย จึงหลีกเลี่ยงการมีความสัมพันธ์ทางเพศกับหญิงทุกคน เพราะคิดว่าการไปมีอะไรกับหญิงอื่น เป็นการนอกใจมารดา

อีกประการคือ เด็กชายที่เกลียดเพศของตนเอง อยากเกิดเป็นเพศตรงข้าม เช่น พ่ออาจรักแต่ลูกสาว ไม่สนใจตัวเอง หรือพ่อเป็นคนเข้มงวด เจ้าระเบียบเกินไป ทำให้ลูกเกลียดพ่อ และเกลียดเพศตัวเองไปด้วย

สิ่งที่ทำให้คนกลายเป็นพวกรักร่วมเพศได้มากที่สุด คือการเลี้ยงดูของครอบครัว ช่วงหนึ่งของชีวิตวัยเด็ก เรียกว่า “ระยะโอดิปุส” (oedipus period) เด็กจะรักพ่อหรือแม่ซึ่งเป็นเพศตรงข้ามกับตน ทำให้เกิดความรู้สึกว่าตนเองต้องแข่งขันกับพ่อหรือแม่ของตน แต่ความรู้สึกนี้จะทำให้เกิดความไม่สบายใจ กลัวว่าพ่อหรือแม่ซึ่งเป็นเพศเดียวกับตนจะลงโทษ หากเด็กไม่สามารถทำความเข้าใจได้ โตมาก็จะกลายเป็นพวกรักร่วมเพศ

นอกจากนี้ ยังรวมไปถึงค่านิยม ทัศนคติ ความเชื่อ ความเข้าใจผิดต่างๆ ทำให้คนกลัวที่จะมีอะไรกับฝ่ายตรงข้าม จึงหันมาสนใจเพศเดียวกัน

พฤติกรรมแบบรักร่วมเพศมีมานานตั้งแต่ก่อนประวัติศาสตร์ ปรากฏเป็นหลักฐานภาพวาดในถ้ำของมนุษย์หิน ภาพสลักในหิน ภาพสลักบนแผ่นโลหะ ในสมัยอียิปต์ กรีก โรมัน พฤติกรรมแบบนี้ยังถือเป็นเรื่องผิดกฎหมายในหลายประเทศ

ในประเทศไทย สมัยก่อนการร่วมประเวณีกับคนเพศเดียวกันหรือกับสัตว์เดียรฉานถือเป็นความผิด มีโทษจำคุก 3 เดือน ถึง 3 ปี  ปรับ 50-500 บาท แต่ในปัจจุบันตามประมวลกฎหมายอาญาไม่มีบทบัญญัติเรื่องนี้ เพราะถือเป็นเสรีภาพส่วนบุคคล เป็นเรื่องในมุ้ง ถ้าเขาสมัครใจจะทำอะไรกับเพศเดียวกัน ไม่ทำให้ใครเดือดร้อนก็ไม่ถือเป็นความผิด

 

4.ความสุขทางเพศกับส่วนของร่างกายหรือวัตถุ (Fetishism) 

พฤติกรรมแบบ “เฟติส” เป็นความสุขความต้องการทางเพศที่เกิดจากการใช้วัตถุที่เป็นสัญลักษณ์ทางเพศ หรือส่วนของร่างกายที่ไม่ใช่อวัยวะเพศโดยตรงของเพศตรงข้าม เช่น ชุดชั้นใน กระโปรง หมวก รองเท้า ถุงมือ หรือผม ต้นขา เท้า หู ตา โดยการจับ จ้องมอง หรือสำเร็จความใคร่ด้วยตนเอง และสามารถถึงจุดสุดยอดได้ด้วยการสัมผัส กอดจูบ หรือสำเร็จความใคร่ด้วยตัวเองกับสิ่งของเหล่านั้น

ส่วนใหญ่พบพฤติกรรมแบบเฟติสในเพศชายเท่านั้น ในผู้หญิงมักจะเป็นแบบ “เคลบโตเมเนีย” (kleptomania) ภาวะตื่นเต้นพอใจจากการได้ขโมยทรัพย์สินของผู้อื่น ส่วนพฤติกรรมแบบ “พิกมาเลี่ยน” (pygmalionism) เป็นภาวะที่บุคคลมีความสุขทางเพศกับตุ๊กตายางขนาดเท่าคนจริง

5.การลักเพศ (Transvestism) 

มีความสุขความพอใจทางเพศจากการได้แต่งตัว แต่งหน้า สวมเสื้อผ้าหรือแสดงท่าทางของเพศตรงข้ามกับตน เช่น ชายที่แต่งตัวเป็นหญิง หรือหญิงแต่งตัวเป็นชาย อาจเป็นไปอย่างเปิดเผยหรือแอบซ่อนก็ได้ การแต่งตัวเป็นเพศตรงข้ามจะทำให้ตื่นเต้น มีอารมณ์ทางเพศ มีทั้งลักษณะเป็นแบบชั่วคราวหรือถาวร

สาเหตุมักมาจากการเลี้ยงดูในวัยเด็ก กรณีพ่อแม่อยากได้ลูกชายแต่ลูกเกิดมาเป็นหญิง เลยให้แต่งตัวเป็นเด็กชาย หรือแต่งตัวลูกชายด้วยเสื้อผ้าของเด็กผู้หญิง เป็นต้น บุคคลประเภทนี้สามารถแต่งงานและมีความสุขได้หากมีคู่สมรสที่เข้าใจ

 

6.การแปลงเพศ (Transexuality)

ภาวะที่บุคคลไม่ยอมรับเพศที่แท้จริงโดยกำเนิดของตนเอง และใช้ชีวิต แต่งตัว มีพฤติกรรมหรือบทบาทของเพศตรงข้ามกับลักษณะเพศทางร่างกายของตนเองตลอดเวลา เพราะมีความฝังใจว่าอารมณ์และจิตใจของตนเป็นเพศตรงข้ามกับร่างกายและอวัยวะเพศในร่างกาย นอกจากนั้นยังมีความปรารถนาอย่างแรงกล้าที่จะผ่าตัดเปลี่ยนเพศเป็นเพศตรงข้าม

7.ซาดิสต์และมาโซคิสต์ (Sadism and masochism) ชอบสร้างความเจ็บปวดและชอบรับความเจ็บปวด

“ซาดิสต์” หมายถึง การมีความสุข ความตื่นเต้น พอใจทางเพศจากการทำให้คู่นอนเกิดความเจ็บปวดทรมานทางร่างกายหรือจิตใจ เช่น การตี โบย ใช้ของมีคมกรีดให้เกิดบาดแผล หรือการใช้คำพูดเสียดสี ดูถูกเหยียดหยาม เป็นต้น

สาเหตุที่ชอบความรุนแรงอาจมาจาก ถูกอบรมมาว่าเรื่องทางเพศเป็นสิ่งน่ารังเกียจ สกปรก เป็นบาป ฯลฯ ดังนั้นจึงต้องหาทางปลดปล่อยความโกรธแค้นที่ตนจะต้องมาทำบาป หรือทำสิ่งน่ารังเกียจ ด้วยการลงโทษคู่นอนแทนที่จะลงโทษตัวเอง บางคนอาจเป็นเพราะมีความเกลียดชังพ่อแม่ตั้งแต่เด็กๆ และมีบางคนที่ชอบความรุนแรงโดยไม่มีสาเหตุอีกด้วย

“มาโซคิสต์” เป็นความสุข ความตื่นเต้น พอใจทางเพศจากการได้รับความเจ็บปวดทรมาน หรือความอัปยศอดสูดูถูกเหยียดหยามจากคู่นอน นักจิตวิทยาบางคนบอกว่า การที่คนเหล่านี้ยอมถูกทารุณกรรมจากคู่นอน อาจมิใช่เพราะต้องการ แต่ยอมเพราะต้องการเอาใจฝ่ายตรงข้าม เกรงว่าตนจะถูกทอดทิ้ง

“แฟลกเจลเลชั่น” (Flagellation) คือการเฆี่ยนด้วยไม้หรือแส้ ให้เกิดความเจ็บปวดเพื่อความสุขทางเพศ เช่น คนที่เป็นซาดิสต์เฆี่ยนตีคนที่เป็นมาโซคิสต์ก่อนการมีเพศสัมพันธ์ จากการศึกษาพบว่าชายร้อยละ 10 และหญิงร้อยละ 3 มีความรู้สึกทางเพศเมื่อถูกกระตุ้นโดยฟังเรื่องแบบ “ซาโดมาโซคิสต์” (Sadomasochism)

พฤติกรรมทางเพศทั้ง 2 ประเภทนี้ (sadism+maso) อาจเกิดขึ้นในคนๆ เดียวกัน หรือคนละคนก็ได้ จึงรวมเรียกว่า “ซาโดมาโซคิสต์” แม้พฤติกรรมแบบนี้ฟังดูแล้วเหมือนเป็นสิ่งทารุณโหดร้าย แต่พวกมาโซคิสต์และซาดิสต์ไม่เคยทำร้ายผู้อื่น หรือได้รับการทารุณจนเกิดอันตราย การรับรู้พฤติกรรมทั้ง 2 ประเภท มักได้มาจากการพบเห็นในหนังหรือโทรทัศน์มากเกินความเป็นจริง

 

8.เอ็กซิบิชั่นนิสต์ (Exhibitionism) ชอบอวดอวัยวะเพศ

พฤติกรรมนี้มักเริ่มต้นตั้งแต่วัยรุ่นตอนต้น แต่จะปรากฏชัดเจนในวัยรุ่นตอนปลายถึงผู้ใหญ่ตอนต้น โดยทั่วไปจะเป็นเรื้อรัง สาเหตุที่แน่นอนยังไม่ทราบชัด แต่มีข้อสันนิษฐานต่างๆ กัน เช่น ถูกประทุษร้ายในวัยเด็ก เป็นอาการทางระบบประสาท เกิดจากความผิดปกติของสารเคมีในสมองที่เป็นสารสื่อประสาท หรือในบางรายพบว่าเป็นลักษณะหนึ่งของโรคย้ำคิดย้ำทำ จะเป็นมากขึ้นเวลาเครียด มีช่องทางหรือโอกาสที่จะแสดงพฤติกรรมได้โดยง่าย

ลักษณะสำคัญของพฤติกรรมทางเพศแบบนี้ คือ การได้เปิดเผยอวัยวะเพศของตนเองให้คนแปลกหน้าดู โดยจงใจให้คนแปลกหน้าเห็นและเกิดความตกใจ ไม่มีการข่มขู่ ผู้เคราะห์ร้ายโดยมากเป็นเด็กหญิงวัยเยาว์ เหตุการณ์นี้มักเกิดในที่เปลี่ยว หรือสถานที่มีคนพลุกพล่านก็ได้ เมื่อเห็นภาพเด็กตกใจกลัว คนทำจะรู้สึกสบายใจ บางรายสำเร็จความใคร่ด้วยตนเองไปด้วยพร้อมๆ กัน

บุคลิกภาพของผู้มีพฤติกรรมแบบนี้มักเป็นคนเก็บกด มีความรู้สึกฝังใจว่าตนไม่มีความเป็นผู้ชาย ดูจากภายนอกจะเป็นคนเรียบร้อย ระมัดระวัง ประหม่าง่าย บางรายเป็นคนอ่อนโยน ทำงานจริงจัง มีความเป็นอยู่ปกติ เป็นผู้มีชื่อเสียง และประสบความสำเร็จในหน้าที่การงาน ปัญหาบุคลิกภาพจึงเป็นเรื่องสำคัญของคนกลุ่มนี้

ปัจจุบัน ไม่ได้มีเฉพาะผู้ชาย ผู้หญิงที่ชอบโชว์เรือนร่างและอวัยวะเพศ ก็มีจำนวนเพิ่มมากขึ้น

 

9.วอยเยอริสต์ (Voyeurism) ชอบถ้ำมอง

มีความสุข ความพอใจทางเพศจากการแอบดูร่างเปลือย หรือการร่วมเพศของคนอื่น เกิดขึ้นได้ทั้งเพศหญิงและเพศชาย แต่ส่วนใหญ่พบในเพศชาย และมักเป็นวัยรุ่นหรือหนุ่มสาว โดยจะแอบดูตามรูห้องน้ำ ห้องส้วม ห้องนอน เมื่อได้แอบดูสมความตั้งใจ จะเกิดความรู้สึกทางเพศอย่างรุนแรง และมักสำเร็จความใคร่ด้วยตัวเองขณะแอบดู

รูปแบบของถ้ำมองมี 3 ประเภทได้แก่ “ชอบดู” (scoptoplilia) ชอบแอบดูผู้อื่นมีเพศสัมพันธ์กัน รวมทั้งชอบแอบดูคนแก้ผ้า อาบน้ำ เปลี่ยนเสื้อผ้า เพราะทำแล้วจะมีความสุข ส่วนใหญ่มักเป็นผู้ชาย สาเหตุอาจมาจากเมื่อสมัยเด็กเคยแอบเห็นพ่อกับแม่มีอะไรกัน หรือเห็นพี่สาวพี่ชายเปลือยกายอาบน้ำ เปลี่ยนเสื้อผ้า บุคคลกลุ่มนี้มีลักษณะคล้ายกับพวกชอบโชว์ แต่ตรงข้ามกันคือ ชอบแอบดูคนอื่น

“ชอบเปลือย” (trolism) พวกนี้มักต่อต้านสังคม เช่น พวกที่แก้ผ้าประท้วง ไม่ต้องการตกอยู่ภายใต้กฎเกณฑ์บางอย่าง หรือทำแล้วรู้สึกว่าตนเองมีอิสระเสรีภาพ ต่างประเทศจะมีพวกนิคมอาบแดด หรือสถานที่สำหรับเปลือยกายเพื่อบุคคลประเภทนี้ และมีหลายคนอ้างว่าการเปลือยกายจะทำให้การมีเพศสัมพันธ์มีความสุขมากขึ้น

“ชอบให้ผู้อื่นดูตนเองมีเพศสัมพันธ์กับคนอื่น” พวกนี้จะชอบให้บุคคลที่ 3 เฝ้าดูขณะที่ตนเองกำลังมีเพศสัมพันธ์กับคู่นอน บางครั้งให้ดูเฉยๆ แต่ส่วนมากจะให้เข้าร่วมด้วย จิตแพทย์บอกว่าคนประเภทนี้มีความผิดปกติ 2 แบบอยู่ในตัวเอง คือ ชอบแอบดูคนอื่นและชอบที่จะให้คนอื่นแอบ

 

10.โฟรตเทอริสต์ (Frotteurism) การชอบถูอวัยวะเพศกับเพศตรงข้าม

มีความสุขความพอใจทางเพศ ด้วยการเบียด เสียดสี หรือถูไถกับร่างกายคนอื่น พบในชายมากกว่าหญิง เกิดขึ้นในขณะที่มีคนเบียดกันหนาแน่น เช่น งานวัด ตลาดนัด บนรถเมล์ ในลิฟท์ การกระทำดังกล่าวอาจทำให้เกิดความรู้สึกทางเพศรุนแรงจนสำเร็จความใคร่ได้

 

11.อินเซสต์ (Incest) การมีเพศสัมพันธ์กับสมาชิกในครอบครัว 

เช่น ระหว่างพ่อกับลูกสาว แม่กับลูกชาย พี่ชายกับน้องสาว พี่สาวกับน้องชาย เป็นต้น ส่วนพฤติกรรมรักร่วมเพศในสายเลือด (Homosexual incest) คือการมีเพศสัมพันธ์ระหว่างสมาชิกเพศเดียวกัน ในครอบครัวที่สืบสายเลือดเดียวกันระหว่างพ่อกับลูกชาย พี่ชายกับน้องชาย แม่กับลูกสาว พี่สาวกับน้องสาว

 

12.เพดโดฟิเลีย (Pedophilia) ความต้องการทางเพศกับเด็ก

ภาวะของคนที่ได้รับความสุข ความพอใจทางเพศกับเด็ก เป็นเพศเดียวกันหรือต่างเพศก็ได้ ซึ่งจะพบในชายมากกว่าหญิง ผู้ชายที่มีพฤติกรรมเช่นนี้มักมีปมด้อย ไม่ชอบหรือไม่สามารถมีความสุขทางเพศกับหญิงสาวได้ แต่มีความรู้สึกทางเพศกับเด็กๆ ที่ไร้เดียงสา อายุต่ำกว่า 12 ปี จะไม่ทำอันตรายเด็ก มักจะล่อด้วยเงินหรือขนมตลอดจนของเล่นจนเด็กสนิทสนมด้วย จึงจับหรือลูบคลำอวัยวะเพศเด็ก หรือให้เด็กสำเร็จความใคร่ให้ตนเอง หรือเอาองคชาตของตัวเองถูไถภายนอกอวัยวะเพศเด็กจนสำเร็จความใคร่ บางรายอาจข่มขืนกระทำชำเรา หรือฆ่าปิดปากถ้ามีการขัดขืน

คนที่มีพฤติกรรมเช่นนี้ มักเชื่อในเรื่องของพรหมจรรย์ ชอบดูถูกเพศหญิง อยากมีอะไรกับหญิงบริสุทธิ์เท่านั้น บางคนเชื่อว่าการมีอะไรกับเด็กหรือสาวบริสุทธิ์จะทำให้อายุยืน สำหรับเด็กที่เป็นเหยื่อไม่ว่าจะสมัครใจหรือไม่ มักมีปัญหาทางบ้าน เช่น พ่อแม่เลิกกัน หรือมีปัญหาทางจิต ขี้กลัว ตกใจง่าย ต้องการผู้ให้ความคุ้มครอง ความอบอุ่น ฯลฯ

 

13.เจอรอนโตฟิเลีย (Gerontophilia) ต้องการมีเพศสัมพันธ์กับคนแก่

ได้รับความสุข ความพอใจทางเพศกับคนสูงอายุหรือคนแก่ เป็นผลมาจากความผูกพันทางอารมณ์กับปู่ย่า ตายาย หรือการมีบิดามารดาเป็นคนสูงอายุ อย่างไรก็ดี การแต่งงานระหว่างคนสูงอายุกับคนอายุน้อยอาจเกิดขึ้นเพราะเหตุผลทางเศรษฐกิจก็เป็นได้

 

14.เซเตอเรียซีส (Satyriasis) เฒ่าหัวงู

ภาวะที่ชายมีความต้อการทางเพศสูงมาก จนไม่สามารถยับยั้งควบคุมอารมณ์เพศของตนได้ มีความต้องการทางเพศอยู่ตลอดเวลา

 

15.นิมโฟเมเนีย (Nymphomania) สาวแรงสูง

ภาวะที่หญิงมีความต้องการทางเพศสูงมาก จนไม่สามารถยับยั้งควบคุมอารมณ์เพศของตนเองได้ มีความต้องการทางเพศอยู่ตลอดเวลา บางครั้งสามารถมีอะไรกับชายหลายคน หลายครั้งติดต่อกัน สาเหตุอาจมาจากต้องการชดเชยความต้องการทางเพศของตน ซึ่งได้รับไม่เพียงพอตอนที่เป็นวัยรุ่น หรือต้องการผ่อนคลายความตึงเครียดทางจิต หรือกลัวว่าตนจะเป็นกามตายด้าน รวมทั้งสมัยเด็กมีความเกลียดชังบิดา ต้องการแก้แค้นเพศตรงข้าม เป็นพฤติกรรมของคนที่ไม่ได้รับความรักที่สมบูรณ์ หรือมีความผิดปกติทางร่างกาย

 

16.โคโพรเลเลีย  (Coprolalia) การพูดลามก 

คำว่า “coprolalia” มาจากภาษากรีก “kopros” แปลว่า “อุจจาระ” และ “lalia” แปลว่า “พูด” ดังนั้นเมื่อนำมารวมกันจึงหมายถึง การที่มีความสุขความพอใจทางเพศจากการได้พูดเรื่องลามกอนาจารให้เพศตรงข้ามฟัง จะพบในชายมากกว่าหญิง อาจจะเป็นการโทรศัพท์แล้วพูดลามก หรือขอร่วมเพศ หยาบคาย อนาจาร และมักจะสำเร็จความใคร่ด้วยตนเองขณะพูด

โทรศัพท์ลามกที่ทำโดยชายเป็นส่วนใหญ่ ก็เพื่อจะทำให้อีกฝ่ายตกใจและรำคาญ บ่อยครั้งเป็นความสนุกสนาน กระทำโดยความจงใจเพราะความกดดันทางเพศ แต่ผู้กระทำก็มักใช้วิธีโทรศัพท์อย่างเดียวโดยไม่ติดต่อกับผู้รับด้วยวิธีอื่น

ผู้ชายบางคนไม่กล้าพูดคุยกับผู้หญิง เพราะรู้สึกว่าตัวเองไม่ดีพอ หรือไม่มีความสามารถที่จะทำให้ผู้หญิงสนใจในตัวเขา ดังนั้นจึงใช้วิธีพูดโทรศัพท์ลามกกับผู้หญิงที่เขาสนใจ ซึ่งอาจเป็นผู้หญิงที่ทำงานแห่งเดียวกัน หรือคนที่เห็นกันบ่อยๆ เช่น เพื่อนบ้าน แต่ถ้าไม่มีผู้หญิงคนใดที่สนใจเป็นพิเศษ เขาอาจโทรศัพท์ถึงผู้หญิงที่พบเลขหมายจากสมุดโทรศัพท์

 

17.โคโพรฟิลเลีย หรือ โคโพรแล็กเนีย (Coprophilia หรือ Coprolagnia) เวจกาม

ภาวะที่ได้รับความสุข ความพอใจทางเพศ โดยมีอุจจาระเป็นองค์ประกอบ เช่น การถ่ายอุจจาระบนร่างของคู่นอน หรือให้คู่นอนถ่ายอุจจาระบนร่างของตน หรือกินอุจจาระ (Coprophagia) ของคู่นอน ด้วยความรู้สึกบูชานับถือ

ยังไม่ทราบสาเหตุหรือแรงจูงใจที่แน่ชัดของผู้มีพฤติกรรมทางเพศเช่นนี้ สันนิษฐานว่าอาจมาจากการที่ทวารหนักอยู่ใกล้กับอวัยวะเพศ และมีประสาทที่ไวต่อการสัมผัส จึงดึงดูดใจทางเพศ และสำหรับบางคนสิ่งที่ออกมาจากทวารหนักก็พลอยดึงดูดใจทางเพศไปด้วย

เหตุผลอีกประการหนึ่งคือ อุจจาระของคนถือเป็นสิ่งสกปรก การล้างอุจจาระเป็นหน้าที่ของคนที่ต่ำกว่า ดังนั้นคนที่ชอบทำร้ายตนเองหรือให้ผู้อื่นทำร้ายเพื่อความสุขทางเพศ อาจพอใจที่จะกระทำสิ่งเหล่านี้ การชำระล้างอุจจาระหรือทาร่างกายด้วยอุจจาระจะทำให้คนพวกนี้ รู้สึกว่าตนเองต่ำและอัปยศ พร้อมกับมีความสุขทางเพศไปด้วย

 

18.ยูโรแล็กเนีย  (Urolagnia)

ภาวะที่คนได้รับความสุขทางเพศโดยมีปัสสาวะเป็นองค์ประกอบ เช่น การถ่ายปัสสาวะบนร่างของคู่ร่วมเพศ หรือให้คู่ร่วมเพศปัสสาวะบนร่างตน การพอใจในปัสสาวะ อาจมาจากรากฐานที่ว่า การถ่ายปัสสาวะเกี่ยวข้องกับอวัยวะเพศ และเป็นการกระทำที่เป็นส่วนตัว ดังนั้นการกระทำดังกล่าวของคู่นอนจึงทำให้ตื่นเต้นทางเพศ หรือมิฉะนั้นก็อาจเกี่ยวข้องกับชีวเคมีเช่นเดียวกับในสัตว ์ กล่าวคือ กลิ่นน้ำปัสสาวะของสัตว์จะดึงดูดคู่ของมันให้มาหา

อีกประการหนึ่ง อาจเป็นผลของการติดแน่นอยู่กับการพ ัฒนาทางบุคลิกภาพในวัยเด็ก ซึ่งมีช่วงอายุหนึ่งที่เด็กจะพอใจการเล่นเกมส์ที่เกี่ยวกับปัสสาวะ เช่น เด็กชายอาจแข่งขันกันว่าใครปัสสาวะได้สูงหรือไกลที่สุด และอาจพอใจที่สามารถแอบดูผู้หญิงปัสสาวะได้ หรือเกิดจากความพอใจในจิตไร้สำนึกที่จะทำให้ตัวเองต่ำทราม เหมือนกับพวกมาโซคิสต์

 

19.เน็คโรฟิลเลีย (Necrophilia) ชอบมีเพศสัมพันธ์กับศพ

ภาวะที่คนได้รับความสุขความพอใจทางเพศจากการได้ร่วมเพศกับซากศพ พวกนี้มักจะทำงานที่เกี่ยวกับศพ บางคนมีความต้องการร่วมเพศกับศพที่ตายใหม่ ๆ จึงฆ่าเหยื่อให้ตายเสียก่อนแล้วจึงร่วมเพศกับศพ เชื่อกันว่าพฤติกรรมเช่นนี้ เกิดจากความพยายามที่จะมีอำนาจเหนือคนอื่นแฝงอยู่ในจิตใจ

ในสมัยอียิปต์โบราณ เมื่อหญิงสาวในตระกูลสูงและผู้หญิงที่สวยเป็นพิเศษเสียชีวิต จะเก็บศพไว้ก่อน ประมาณ 3 หรือ 4 วัน ก่อนจะให้สัปเหร่อนำไปดำเนินการ เพื่อป้องกันไม่ให้สัปเหร่อมีเพศสัมพันธ์กับศพ

 

20.เบ็สทิแอ็ลลิตี้ หรือ ซูฟิเลีย (Bestiality หรือ Zoophilia) ชอบสมสู่กับสัตว์

ภาวะที่คนมีความสุข ความพอใจทางเพศจากการร่วมเพศกับสัตว์ ซึ่งอาจเป็นการร่วมเพศด้วยองคชาตและช่องคลอดตามปกติ การร่วมเพศทางทวารหนัก การดูดอมอวัยวะเพศผู้ หรือการเลียอวัยวะเพศเมีย รวมทั้งอาจมีความสุขทางเพศจากการถูกสัตว์ (ที่ฝึกไว้สำหรับการนี้) เลีย หรือถูอวัยวะเพศของตนก็ได้

จากการศึกษาข้ามวัฒนธรรมปรากฏว่า มีกรณีที่คนมีเพศสัมพันธ์กับสัตว์อยู่จำนวนมาก มีทั้งการสมสู่ระหว่างคนกับสุนัข วัว ควาย แกะ ม้า และไก่ พบได้ทั้งในเพศชายและเพศหญิง

โดยปกติจะเป็นการทดลองการมีเพศสัมพันธ์ และภาวะคับข้องใจเนื่องจากการขาดคู่ร่วมเพศ มักจะเกิดในชนบทห่างไกล ไม่มีโอกาสปลดปล่อยความต้องการทางเพศกับเพศตรงข้ามหรือมีน้อย

ไม่จำเป็นเสมอไปว่าคนที่มีพฤติกรรมสมสู่กับสัตว์จะต้องเป็นโรคจิต  แต่ก็อาจจะพบในผู้ป่วยทางจิต (psychosis) หรือปัญญาอ่อน (mental retardation) ได้

โดยมากผู้ที่มีเพศสัมพันธ์กับสัตว์แบ่งออกเป็น 2 จำพวก จำพวกแรกที่นิยมทำเช่นนี้คือ พวกที่ทำงานเกี่ยวกับปศุสัตว์หรือผู้เลี้ยงสัตว์ ซึ่งไม่ใคร่มีโอกาสร่วมเพศกับผู้หญิง คนพวกนี้เคยชินกับการดูแลสัตว์และกำจัดมูลสัตว์ จึงอาจฉวยโอกาสผ่อนคลายอารมณ์ทางเพศของตนกับสัตว์ที่ตนเลี้ยง

พวกที่สองมักเป็นบุคคลที่อยู่ในวงสังคมชั้นสูง ซึ่งส่วนมากจะเป็นสตรี คนพวกนี้จะใช้สุนัขขนาดเล็ก ซึ่งได้รับการฝึกหัดให้ร่วมเพศโดยใช้ปากกับอวัยวะเพศ หรือใช้สุนัขตัวผู้ขนาดใหญ่ เช่น อัลเซเชียนและสแปนเนียลให้ร่วมเพศกับเจ้านาย

โดยทั่วไปการกระทำดังกล่าวไม่ก่อให้เกิดอันตราย สัตว์บางตัวอาจเพียงข่วนหรือกัดในขณะบรรลุจุดสุดยอด แต่มักไม่ทำให้บาดเจ็บรุนแรง และการติดเชื้อแทบจะไม่เกิดขึ้นเลย

สาเหตุของพฤติกรรมชนิดนี้เชื่อว่าเกิดจากความกลัวการล้มเหลวในการร่วมเพศกับเพศตรงข้าม หรือเป็นการกระทำเพื่อหลีกเลี่ยงความตึงเครียดทางอารมณ์จากการร่วมเพศกับผู้หญิง ซึ่งในจิตใต้สำนึกคิดว่าเป็นการร่วมเพศกับแม่

สำหรับบางคนการกระทำดังกล่าวอาจเป็นการแสดงออกของความก้าวร้าวหรือการดูถูกผู้หญิง โดยเปรียบเธอเสมอกับสัตว์ หรือโดยการเลือกสัตว์แทนที่จะเลือกเธอ และบางคนพฤติกรรมนี้เป็นผลมาจากการขาดคู่ร่วมเพศ หรือต้องการที่จะทำอะไรให้แปลกไปจากธรรมดาในวัยรุ่น พฤติกรรมชนิดนี้จะหายไปเองเมื่อสามารถมีความสัมพันธ์กับเพศตรงกันข้าม

 

21.ชอบแลกเปลี่ยนคู่นอน
           ความจริงพฤติกรรมนี้เป็นเรื่องธรรมดามากในวัฒนธรรมชองชาวเอสกิโม เพราะพวกเขาจะยกภรรยาของตนให้หลับนอนกับแขกผู้มาเยือน คาดว่าสาเหตุอาจมาจากพวกเอสกิโมอาศัยอยู่ในถิ่นที่มีอากาศหนาวเย็นจนเป็นน้ำแข็งตลอดปี ต้องอาศัยอยู่ในกระท่อมที่ทำด้วยน้ำแข็ง ดังนั้นการที่จะแสดงน้ำใจไมตรีต่อผู้มาเยือนก็คือ ยกภรรยาให้ไปนอนกกกอดและมีอะไรกับแขก เพื่อให้เกิดความอบอุ่นทางร่างกาย

อย่างไรก็ดี พฤติกรรมนี้นิยมมากขึ้นกว่าเดิมโดยเฉพาะในกลุ่มสังคมชั้นสูงของชาวตะวันตก อาจมีสาเหตุมาจากความเบื่อหน่ายคู่สมรส เลยต้องการแสวงหาความสุขที่แปลกใหม่

 

22.ออโต้อีโรติก (Autoerotic asphyxiation)

พฤติกรรมเพิ่มความรุนแรงของการสำเร็จความใคร่ด้วยตนเอง เพื่อเพิ่มความพึงพอใจทางเพศ ผ่านความสุขจากการทำให้ร่างกายขาดออกซิเจน โดยการรัดคอหรือแขวนคอ ซึ่งจะไปเพิ่มความเข้มข้นของการบรรลุจุดสุดยอด

สาเหตุอื่น อาจเป็นเพราะกลัวผู้หญิง รังเกียจเพศตรงข้าม ชอบมีจินตนาการคนเดียว การสำเร็จความใคร่ด้วยตนเองแบบธรรมดาทั่วไปจะไม่เรียกว่า “ออโต้อีโรติก” จะต้องมีเครื่องมือ อุปกรณ์ ประกอบกามกิจด้วย เช่น อวัยวะเพศเทียม ก้อนเนื้อ แล้วแต่รสนิยม บางคนต้องการความเจ็บปวดก็จะใช้เชือก พฤติกรรมนี้เกิดได้ทั้งผู้ชายและผู้หญิง

อ่านมาถึงตรงนี้ ก็ต้องยอมรับว่า พฤติกรรมทางเพศของคนเรานั้นช่าง “หลากหลาย” และ “สุดแท้หยั่งถึง” จริงๆ