ไล่ล่าเรือดำน้ำขนยาเสพติด

โจนาธาน แฟรงคลิน กลับไปยังแนวหน้าของการทำสงครามกับยาเสพติดอีกครั้ง เพื่อเป็นพยานในการไล่ล่าขบวนการขนยานรกที่ “เชื่องช้าที่สุดในโลก” นั่นคือใช้เรือดำน้ำขนโคเคนนับหมื่นกิโลจากชายฝั่งประเทศโคลัมเบียสู่จุดหมาย สิ่งที่เขาอยากรู้คือ ใครกันที่บ้าพอจะเป็นลูกเรือและกัปตันเรือดำน้ำ “ทำเอง” เหล่านั้น และคนพวกนั้นถูกจับได้อย่างไร?

เปิดฉาก
ดวงตะวันกำลังลับขอบฟ้า ตอนที่ ฮาเวีย เรสเทรโป (Javier Restrepo) ลาดตระเวนอยู่ริมชายฝั่งโคลัมเบียในเรือ “มิดไนท์ เอ็กซ์เพรส” สปีดโบทซึ่งได้รับการออกแบบมาเพื่อไล่ล่าขบวนการขนยาเสพติดโดยเฉพาะ เรือที่มีรูปร่างเหมือนบุหรี่ความยาว 12 เมตรลำนี้ ติดตั้งเครื่องยนต์ 250 แรงม้า 4 เครื่อง ไว้ตรงท้ายเรือ พลังขับ 1,000 แรงม้า ทำให้มิดไนท์ เอ็กซ์เพรส สามารถทะยานไปข้างหน้าด้วยความเร็ว 100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงได้สบายๆ
เครื่องบินสอดแนมลำหนึ่งซึ่งได้รับความอนุเคราะห์จากรัฐบาลสหรัฐฯ ส่งข่าวแจ้งพิกัดของเรือต้องสงสัย หลังจากตรวจสอบอย่างละเอียดพบว่ามันเป็นเรือดำน้ำเถื่อน กำลังมุ่งหน้าไปทางทิศตะวันตกเข้าสู่มหาสมุทรแปซิฟิก ตอนนี้เรือดำน้ำลำนั้นอยู่ห่างจากเรือมิดไนท์ เอ็กซ์เพรส ไปทางทิศใต้เพียง 20 ไมล์ การไล่ล่ากำลังจะเริ่มขึ้น!
เรสเทรโปกับเจ้าหน้าที่ยามฝั่งชาวโคลัมเบียอีก 3 นาย คว้าปืนอัตโนมัติมากระชับไว้ใกล้ตัว ก่อนจะสวมแว่นที่สามารถมองเห็นในความมืด และเร่งเครื่องยนต์ ฝ่าเกลียวคลื่นออกไปด้วยความเร็ว 80 กิโลเมตรต่อชั่วโมง โดยมีเครื่องบินสอดแนมเป็นผู้นำทาง เนื่องจากมันสามารถตรวจจับความร้อนจากเครื่องยนต์ของเรือดำน้ำได้ตลอด
“เรามองไม่เห็นอะไรเลย เพราะความมืดเข้าปกคลุม และเราก็ไม่ได้ยินเสียงของมันด้วย แต่กลิ่นของมันทำให้เรารู้ว่ามาถูกทาง เมื่ออยู่ห่างจากเรือดำน้ำประมาณ 2 กิโลเมตร เราก็เริ่มได้กลิ่นสารเคมี ทำให้มั่นใจว่าเราใกล้จะถึงตัวมันแล้ว”
หน่วยรักษาความปลอดภัยชายฝั่งโคลัมเบียตามล่าเป้าหมายด้วยการดมกลิ่นเช่นเดียวกับหมาล่าเนื้อ แต่กลิ่นที่พวกเขาติดตามไปคือกลิ่นโคเคนซึ่งมากองรวมกันนับหมื่นกิโลกรัม

“เรายิงพลุขึ้นฟ้า แต่ยังไม่สามารถมองเห็นเรือดำน้ำ ทว่าเครื่องบินสอดแนมของชาวอเมริกันนำทางเราไป จนเราเห็นลูกเรือ 4 คน ยืนอยู่ด้านบนของเรือดำน้ำ” ตอนที่เรสเทรโป (นามแฝง) จู่โจมเข้าประชิด ชายเหล่านั้นยกมือยอมแพ้ พวกเขาไม่มีปืนและไม่ขัดขวางการเข้าจับกุม
“ผมถามพวกนั้นว่าในเรือยังมีคนอื่นอีกหรือเปล่า คำตอบคือไม่มี แต่เมื่อผมปีนลงไปข้างล่าง และใช้ไฟฉายกราดไปรอบๆ ผมเจอชายอีกคนหนึ่งเปิดวาล์วน้ำทั้งหมดเรียบร้อยแล้ว น้ำกำลังทะลักเข้าท่วมภายในเรือถึงข้อเท้า”
การจมเรือคือวิธีตอบโต้อันดับแรกของลูกเรือในเรือดำน้ำขนโคเคน หากพวกเขาสามารถทำสำเร็จ หลักฐานทั้งหมดก็จะหายไปใต้ทะเล เมื่อไม่มีหลักฐาน พวกเขาก็ไม่ใช่นักขนยาเสพติด เป็นเพียงคนเรือแตกผู้ต้องการความช่วยเหลือ
ในเรือดำน้ำขนโคเคนทุกลำจะมีวาล์วหลายตัว เอาไว้เปิดให้น้ำไหลเข้ามา ทำให้เรือจมภายในไม่ถึง 10 นาที “หลายครั้งที่เราเจอคนเปิดวาล์วทำลายตัวหมุนจนไม่สามารถปิดน้ำได้ แม้เราจะไปถึงที่นั่นทันเวลา” เฮอร์นี่ กูเตียเรซ (Herney Gutierrez) เล่าให้ฟัง เขาเป็นหัวหน้ากองกำลังรักษาแปซิฟิกของนาวิกโยธินโคลัมเบีย “ตอนนี้เรากำลังหาวิธีหย่อนหน่วยจู่โจมลงไปบนดาดฟ้าเรือดำน้ำ เพื่อเก็บหลักฐานเอาไว้ให้ได้มากที่สุด”
เรสเทรโปไต่ลงไปในบริเวณที่เก็บของ สาดไฟฉายไปตามห่อโคเคนซึ่งวางเรียงอยู่เป็นแถว เขาคว้ามาห่อหนึ่ง ระดับน้ำสูงถึงเอวตอนที่เขาพยายามนำโคเคนหนัก 35 กิโลกรัมติดตัวมาด้วย ทันใดนั้น เรือดำน้ำก็ตะแคงไปข้างหนึ่ง บนดาดฟ้าเพื่อนๆ พากันตะโกนให้เขารีบขึ้นมา เรสเทรโปรีบทิ้งห่อโคเคนเพราะน้ำขึ้นสูงท่วมคอของเขาแล้ว
หลังจากปีนขึ้นเรือมิดไนท์ เอ็กซ์เพรส ได้สำเร็จ เรสเทรโปสบถออกมาอย่างหัวเสีย ตอนที่เรือดำน้ำพลิกคว่ำเหมือนเรือไททานิค จากนั้นก็จมลงไปยังก้นมหาสมุทรแปซิฟิก พร้อมกับหลักฐานที่พวกเขาเกือบจะคว้าเอาไว้ได้
“ทันทีที่ถูกจับ พวกนั้นจะดึงวาล์วเปิดน้ำ จากนั้นก็โดดลงทะเล ที่พวกเขากล้าทำแบบนั้น เพราะตามกฎหมายสากล ในปฏิบัติการค้นหาและช่วยเหลือ เราต้องช่วยชีวิตคนก่อนจะทำอย่างอื่นเพื่อเก็บรวบรวมหลักฐานการทำผิด” นาวาเอกมาร์ค มอร์ริส สังกัดนาวิกโยธินสหรัฐฯ เล่าให้ฟัง พร้อมกับเสริมว่า “แต่หน่วยจู่โจมเม็กซิกันค้นพบวิธีที่ได้ผลในการทำให้พวกขนยาไม่กล้าจมเรือ นั่นคือพอไปถึง หน่วยจู่โจมจะใช้เท้ากดประตูไว้ ไม่ยอมให้พวกนั้นเปิดออกมา ด้วยความกลัวตาย พวกนั้นก็จำใจต้องปิดวาล์ว”

จาก “เรือเร็ว” ถึง “เรือช้า”
ในช่วงทศวรรษ 1980 หรือยุคที่ซีรีส์ Miami Vice กำลังโด่งดัง พ่อค้ายาชาวโคลัมเบียใช้เรือสปีดโบทขนโคเคนนับร้อยกิโลกรัมไปส่งตามเรือที่ลอยลำอยู่กลางทะเล “แม้เห็นเราบินอยู่เหนือหัว พวกนั้นก็ยังหัวเราะเยาะและชูนิ้วด่าเรา” นักบินเฮลิคอปเตอร์รักษาชายฝั่งสหรัฐฯ ย้อนเล่าถึงสิ่งที่เกิดขึ้นในอดีต
นานนับสิบปีที่ขบวนการขนยาเสพติดสามารถหนีรอดจากการส่งเรือไปจับกุมกลางทะเล จนกระทั่งรัฐบาลสหรัฐฯ ใช้แผนรุกด้วยการติดตั้งเรดาร์ เพิ่มจำนวนเฮลิคอปเตอร์และเครื่องบินสอดแนม การจับกุม “เรือเร็ว” เหล่านั้นจึงได้ผล
แต่ปลายปี 2007 เป็นต้นมา ความสำเร็จในการจับกุมเรือเร็วขนยาลดน้อยลง เพราะนักค้าโคเคนเปลี่ยนแผนการทำธุรกิจ โดยตั้งโรงงานผลิตเรือดำน้ำที่สามารถขนโคเคนจากโคลัมเบียไปยังชายฝั่งเม็กซิโกหรืออเมริกากลางได้สำเร็จ
เรือดำน้ำสีเขียวและฟ้า เคลื่อนที่ด้วยความเร็วแค่ 12 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ช่วยอำพรางไม่ให้พวกมันถูกจับได้หากมองลงมาจากท้องฟ้า และการขนยาดำเนินไปอย่างลับๆ ยามฝั่งสหรัฐฯตั้งชื่อเล่นให้เรือดำน้ำเหล่านั้นว่า “เรือช้า”
ทุกวันนี้ เรือช้าถูกจับตาอย่างใกล้ชิด ในบริเวณชายฝั่งโคลัมเบียด้านมหาสมุทรแปซิฟิก ทวีปอเมริกากลาง และเม็กซิโก หน่วยปราบปรามยาเสพติดสหรัฐฯ ประเมินว่าตลอดปี 2008 ทุกสัปดาห์มีเรือดำน้ำขนโคเคนจากโคลัมเบียอย่างน้อย 1 ลำ
“เดือนมกราคม เราจับเรือดำน้ำได้หนึ่งลำทุกห้าวัน” นาวาเอกกูเตียเรซ เล่าให้ฟัง “นั่นเป็นเพียงส่วนหนึ่ง ลองคิดดูก็แล้วกันว่าที่หลุดรอดไปได้จะมีอีกเท่าไหร่”

สำรวจ “เรือช้า”
เรือดำน้ำขนโคเคนถูกสร้างขึ้นมาหลากหลายแบบ ส่วนใหญ่ทำจากไฟเบอร์กลาสส์ ความยาวระหว่าง 15-30 เมตร บางลำขนโคเคนได้ 4 ตัน (4,000 กิโล) บางลำขนได้ 12 ตัน (12,000 กิโลกรัม) เรือดำน้ำแต่ละลำต้องใช้วัสดุและเครื่องยนต์ขนาดใหญ่รวมกันแล้วหนักหลายพันกิโลกรัม อุปกรณ์ทั้งหมดจะถูกลำเลียงเข้าไปยังโรงงานเคลื่อนที่เพื่อหลีกหนีการจับกุม และการสร้างเรือดำน้ำแต่ละลำจะใช้เวลาประมาณ 30-60 วัน
“ค่าใช้จ่ายในการสร้างลำหนึ่งตกประมาณ 1 ล้านดอลลาร์ เงินส่วนใหญ่ไม่ใช่ค่าวัสดุอุปกรณ์ แต่เป็นค่าปิดปากคนงาน 20-30 คน ไม่ให้แพร่งพรายเรื่องนี้ให้ใครรู้” หลุยส์ อัลวาเรซ (Luis Alvarez) ทหารนาวิกโยธินโคลัมเบียอีกคนหนึ่งเล่าให้ฟัง “และ 1 ล้านดอลลาร์ คิดแล้วก็แค่ 1-2 เปอร์เซ็นต์ของมูลค่าสิ่งของที่มันขนไปขาย”

เมื่อเรือดำน้ำลำหนึ่งสร้างเสร็จ ขั้นต่อไปคือการจ้างลูกเรือ ทั้งกัปตัน ช่างเครื่อง คนนำร่องและผู้ช่วย เรือช้าทุกลำไม่มีห้องครัวและห้องน้ำ ทุกคนต้องกินอาหารดิบ ใครปวดฉี่ปวดอึก็ต้องทนรอจนมืด เพื่อขึ้นไปบนดาดฟ้าเรือ และต้องเล่นกายกรรมบริหารร่างกายให้ดีๆ ตอนที่ปฏิบัติภารกิจส่วนตัว ไม่งั้นอาจตกเรือได้ง่ายๆ
ภายในเรือชีวิตก็เต็มไปด้วยอันตราย เพราะอากาศอบอวลไปด้วยกลิ่นควันของน้ำมันดีเซลและไอเสีย นอกจากนั้นกลิ่นเหม็นของสารเคมีจากห้องเก็บโคเคนก็กระจายเข้าไปในห้องที่ลูกเรืออาศัยอยู่ นอกจากไม่มีห้องครัว ไม่มีห้องน้ำ เตียงนอนก็ยังไม่มี ลูกเรือต้องนอนบนถังแก๊ซตลอดการเดินทาง 9-12 วัน
เรือดำน้ำส่วนใหญ่จะถูกปล่อยลงน้ำบริเวณป่าทึบหรือป่าโกงกางใกล้ท่าเรือบัวนาเวนทูร่า (Buenaventura) ท่าเรือโทรมๆ ซึ่งเต็มไปด้วยคนจน โรคเอดส์ และความรุนแรง ด้วยความรู้ในการต่อเรือ และแม่น้ำลำคลองหลายสาขา ทำให้บัวนาเวนทูร่ากลายเป็นศูนย์รวมของอุตสาหกรรมการสร้างเรือดำน้ำขนโคเคน
“หลังจากถูกปล่อยลงน้ำ เรือเหล่านั้นจะมุ่งหน้าไปทางตะวันตกประมาณ 100 ไมล์ จากนั้นจึงขึ้นเหนือสู่เป้าหมายใหญ่ นั่นคือประเทศต่างๆ ในอเมริกากลาง” เจ้าหน้าที่กระทรวงพิทักษ์มาตุภูมิสหรัฐฯ คนหนึ่งเล่าให้ฟัง
เรือดำน้ำทุกลำนำทางด้วยระบบ GPS แต่แทนที่จะมุ่งหน้าสู่ท่าเรือไม่ว่าริมฝั่งหรือน้ำลึก เรือแต่ละลำจะมุ่งหน้าไปยังจุดนัดพบพิเศษ เพื่อลำเลียงโคเคนขึ้นเรือหาปลา เรือเร็ว หรือเรือแบบอื่น หลังจากขนถ่ายโคเคนเรียบร้อยแล้ว เรือดำน้ำจะถูกจมลงก้นทะเล ลูกเรือจะได้รับเอกสารปลอมและตั๋วเครื่องบินเพื่อเดินทางกลับบ้านในโคลัมเบีย
ปีที่แล้ว โรงงานผลิตเรือดำน้ำขนโคเคนกระจายไปทั่วโคลัมเบีย จากทะเลทรายลา กัวจิร่า (La Guajira) บริเวณคาบสมุทรทางภาคเหนือ เรื่อยไปถึงป่าโกงกางทางภาคใต้ติดชายแดนประเทศเอกวาดอร์ แต่การประชาสัมพันธ์ของรัฐบาลโคลัมเบียใช้ได้ผล ทั้งการรณรงค์ให้ประชาชนช่วยกันประณามและแจ้งเบาะแสของการค้ายาเสพติดในฐานะพลเมืองดี ทำให้ตำรวจและทหารสามารถทลายโรงงานสร้างเรือดำน้ำได้หลายแห่ง
ในลา กัวจิร่า สวรรค์ของนักค้ายาเสพติดทางตอนเหนือของโคลัมเบีย มีการสร้างเรือดำน้ำสีฟ้ายาว 50 ฟุตในพุ่มไม้ รูปร่างเหมือนปลาวาฬที่มีท่อระบายอากาศงอกออกมาจากหลัง เรือลำนี้อยู่ห่างจากมหาสมุทรแอตแลนติกพอสมควร
“ในเมื่อมันอยู่ห่างจากทะเลตั้ง 12 กิโลเมตร แล้วคนพวกนั้นเคลื่อนย้ายเรือดำน้ำไปถึงชายฝั่งได้อย่างไร” มาร์ค มอร์ริส ทหารเรือสหรัฐฯ กล่าวอย่างประหลาดใจ “ก็ขนาดนาวิกฯโคลัมเบียที่ไปเจอ ใช้เวลา 6 อาทิตย์ ยัง

สามารถเคลื่อนมันไปได้แค่กิโลเมตรเดียว จนพวกเขาต้องทำลายทิ้ง”
เมื่อถูกถามว่าเขากล้าโดยสารเรือดำน้ำแบบนั้นหรือไม่? มอร์ริสรีบตอบว่า “ไม่มีทาง” และให้เหตุผลว่า “ผมเคยเข้าไปดูด้านใน มันเป็นงานแฮนด์เมดที่ไม่คำนึงถึงความปลอดภัยของผู้โดยสารแม้แต่น้อย ขนาดก่อนเปิดวาล์วน้ำยังท่วม หากมีรอยรั่วอีกเพียงเล็กน้อยรับรองจมแน่ ในนั้นไม่มีชูชีพสักอัน หากออกทะเลลึกแล้วสินค้าเกิดรัดไม่แน่น เรือก็มีสิทธิ์พลิกคว่ำได้ง่ายๆ ผมไม่ยอมเสี่ยงตายในสภาพนั้นเด็ดขาด”

ต้องกวาดล้างกันต่อไป
ขณะที่ขบวนการค้ายาเสพติด “คาลีและเมเดลลิน” (Cali and Medellin) ในโคลัมเบีย เริ่มขนยาเสพติดทางเรือช่วงทศวรรษ 1990 แต่ในช่วง 4 ปีที่ผ่านมา การขนส่งทางเรือดำเนินการโดยกลุ่ม “ซับ คาร์เทล” (Sub Cartel) กลุ่มนี้เกิดขึ้นเพื่อสร้างเรือดำน้ำให้ลูกค้าที่ต้องการขนยาเสพติดไปยังเม็กซิโก อเมริกากลาง เปอร์โตริโก และฟลอริด้า
ขณะที่เจ้าหน้าที่ระดับสูงของสหรัฐฯไม่เคยยอมรับว่าเคยมีเรือดำน้ำขนยาเสพติดมาขึ้นฝั่งอเมริกาบ้างหรือไม่ หน่วยปราบปรามยาเสพติดสหรัฐฯ กลับรายงานว่าในปี 2004 มียาเสพติด 16 ตันถูกขนออกจากเปอร์โตริโกทางเรือดำน้ำ 4 ครั้งอย่างชัดเจน
เมื่อถามทหารนาวิกโยธินโคลัมเบียนายหนึ่ง ว่าเป็นไปได้หรือไม่ที่เรือดำน้ำหนึ่งในนั้นจะขนยาเสพติดเข้าไปในอเมริกาได้สำเร็จ คำตอบคือ “เป็นไปได้”
กลุ่มซับ คาร์เทล ถูกทำลายลงเมื่อเดือนสิงหาคม 2008 เมื่อหน่วยปราบปรามยาเสพติดของโคลัมเบียและสหรัฐฯ บรรลุเป้าหมายในภารกิจ 4 ปีของการสืบสวนสอบสวน จนสามารถจับกุมสองหัวโจกของกลุ่ม คือ กุสตาโว อดอลโฟ การ์เซีย (Gustavo Adolfo Garcia) และ แอนโตนิโอ “เอล กริงโก” โลเปซ (Antonio “El Gringo” Lopez ได้สำเร็จ
การ์เซียกับโลเปซสร้างเรือดำน้ำออกมาขายลำละ 500,000 ดอลลาร์ ทั้งยังเสนอออปชั่นพิเศษให้ลูกค้า เช่น ระบบคุมหางเสือด้วยรีโมทคอนโทรล ทำให้สามารถบังคับได้จากเรือตกปลาที่ลอยลำอยู่ใกล้ๆ โรงงานใหญ่ในการผลิตเรือดำน้ำของวายร้ายสองคนนี้ อยู่บริเวณป่าโกงกางซึ่งเต็มไปด้วยงูและแมงป่องริมแม่น้ำมาราจี (Maraje) เส้นแบ่งระหว่างโคลัมเบียกับเอกวาดอร์
ใกล้ๆ กับเมืองชายแดน ซาน ลอเรนโซ (San Lorenzo) เรือดำน้ำถูกสร้างขึ้นบนยกพื้นซึ่งปกคลุมด้วยต้นโกงกาง พวกนั้นสร้างที่พักขึ้นมาสำหรับคนงาน 20 คน มีทั้งห้องนอน ห้องน้ำ ห้องครัว และส่วนที่เป็นโรงงาน
หน่วยคอมมานโดโคลัมเบียที่บุกเข้าไป ต้องเผชิญหน้ากับฝูงยุงและฝูงมดที่กัดเจ็บจนทำให้บางคนเดินต่อไปไม่ไหว แมงป่อง-ไม่ต้องพูดถึง มีอยู่แทบทุกหนแห่ง “แค่กำมือในอากาศ คุณก็จับยุงได้เต็มอุ้งมือ มันเป็นสถานที่ซึ่งไม่ควรมีมนุษย์อาศัยอยู่” ที่ปรึกษากองทัพสหรัฐฯ เล่าให้ฟังจนเห็นภาพ “เรือดำน้ำถูกสร้างบนยกพื้น เมื่อน้ำขึ้นสูง พวกเขาก็สามารถผลักเรือจากยกพื้นไหลไปตามทางลาดลงสู่แม่น้ำ” หลังจากถ่ายภาพบันทึกไว้เป็นหลักฐาน โรงงานดังกล่าวก็ถูกทำลายทิ้งด้วยระเบิดซีโฟร์
แม้จะถูกตำรวจและทหารจู่โจมเข้าจับกุมและทำลายอย่างต่อเนื่อง แต่เรือดำน้ำขนโคเคนก็ได้รับการปรับปรุงประสิทธิภาพขึ้นเรื่อยๆ เรือรุ่นใหม่ที่ยึดได้มีการวางแผนเรื่องน้ำหนักบรรทุกเพื่อสร้างสมดุลที่ดีขึ้น ระบบไฟฟ้าดีขึ้น ใช้เครื่องยนต์ทวินเจ็ทเป็นตัวขับเคลื่อน และมีระบบทำความเย็นเพื่อลดความร้อนของไอเสีย หลีกเลี่ยงการตรวจจับของระบบเรดาร์ติดตามความร้อน “ดูจากการวางท่อ วาล์วบางตัวราคาแพงไม่ต่างจากอุปกรณ์ที่ใช้ในเรือหรู เรือดำน้ำทุกลำที่เราจับได้มีพัฒนาการดีกว่าลำก่อนๆ เสมอ”
เจ้าหน้าที่ทางทหารของโคลัมเบียเห็นด้วยกับที่ปรึกษาชาวอเมริกัน “เราต้องทำลายเครือข่ายการสร้างเรือเหล่านี้ ไม่ให้หลุดออกมาจากปานามา ถ้าทำได้การสร้างเรือก็กลับสู่ยุคเก่า คือเป็นเรือแฮนด์เมด ไร้ความปลอดภัย ไม่มีไฟส่องนำทาง ล่องไปกลางทะเลก็มีแต่ความเสี่ยง ใครจะอยู่รอดในบรรยากาศแบบนี้ พวกนั้นต้องถูกจับขังคุก แต่ก่อนอื่นเราน่าจะมอบเหรียญให้เขาในความกล้าบ้าบิ่นกับภารกิจเสี่ยงตาย”
ที่ลูกเรือกล้าเสี่ยงเพราะเงินค่าจ้างที่งดงาม ช่างเครื่องรับไปเหนาะๆ วันละ 10,000 ยูโร ตลอด 12 วันของการเดินทาง ขณะที่กัปตันได้มากถึง 16,000 ยูโรต่อวัน พวกเขาจะได้รับเงินสองงวด คืองวดแรก 50% ก่อนออกเดินทาง กับอีก 50% เมื่อทำงานได้สำเร็จ
ทหารอเมริกันคนหนึ่งบอกว่าการรับคนมาทำงานนี้ไม่ยากเลย เพราะใครๆ ก็อยากทำ “สำหรับคนเหล่านั้น การได้ทำงานในเรือดำน้ำเปรียบเหมือนถูกลอตเตอรี่เลยทีเดียว”