ขุมทรัพย์ยานรก และโศกนาฏกรรมของเศรษฐีใหม่

จอร์จ ซานาเบรีย (Jorge Sanabria) นายทหารในกองทัพโคลอมเบีย ไปพบธนบัตรรวมกันแล้วมากกว่า 150 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ โดยบังเอิญ พวกมันถูกฝังไว้ในที่ซ่อนกลางป่าลึก เมื่อเห็นลูกน้องทั้งเหนื่อยทั้งหิว ซานาเบรียจึงเติมพลังให้พลทหารเหล่านั้นด้วยการอนุญาตให้เอาเงินติดตัวไปได้จนพอใจ….โจนาธาน แฟรงคลิน จมูกไวประสาเหยี่ยวข่าว รีบเข้าไปเกาะติดเรื่องนี้ทันที

เงินคือพระเจ้า
“ตอนนี้ยังมีเงินเหลืออยู่ในป่านับร้อยล้านดอลลาร์-เงินสดๆ ” ซานาเบรียพูดจบก็จิบเบียร์ และหยิบซี่โครงวัวย่างชิ้นหนานุ่มขึ้นมาแทะ เขาฉีกเนื้อออกมาเคี้ยวอย่างเอร็ดอร่อยเหมือนสุนัขที่กำลังมีความสุขเต็มพิกัด เลือดวัวไหลย้อยลงไปตามแขนขวาของเขาจนถึงข้อศอก ลูกสาววัย 11 ขวบนั่งยิ้มหวานอยู่ข้างๆ ผู้เป็นพ่อ
ผมกำลังนั่งดื่มกับชายที่มีค่าหัวสูงลิ่ว ตามหมายจับของอาญาเถื่อนจากป่าเขานอกกรุงโบโกต้า ขณะดื่มกินอย่างเมามันและส่งเสียงเรอเป็นระยะ ซานาเบรียยังดูผ่อนคลาย ไม่เหมือนคนที่ได้รับการคุกคามอย่างหนักนานหลายปี และมีการขู่ว่าจะลักพาตัวลูกสาวของเขาไป
“เขาทำตัวเหมือนฮิตเลอร์ ต้องย้ายที่นอนทุกคืน และไม่เคยบอกใครว่าอยู่ที่ไหน” จอร์จ ฮิลเลอร์ (Jorg Hiller) บอกผม เขาเป็นนักเขียนบทภาพยนตร์ และเป็นคนพาผมมาเจอซานาเบรียที่เซฟเฮาส์ชั่วคราวแห่งนี้ “เงินก้อนนั้นทำให้มีคนถูกฆ่าตาย 5 คนแล้ว”
ซานาเบรียอาจเป็นมหาเศรษฐีผู้โชคดีที่สุดในสงครามอันบ้าคลั่งและไร้ผล ในการต่อสู้กับปัญหายาเสพติด นายทหารผู้นี้ไม่เคยขายโคเคน ไม่เคยเอาเงินจากการค้าโคเคนไปฟอกให้สะอาด (อย่างน้อยก็เกือบตลอดชีวิตที่ผ่านมา) แต่เขาคือผู้ค้นพบเงินสดจากการขายโคเคน 150 ล้านดอลลาร์ (ย้ำอีกทีว่า “หนึ่งร้อยห้าสิบล้านดอลลาร์สหรัฐฯ”!!!) ซุกอยู่ในถังน้ำมัน ฝังไว้กลางป่าลึกของโคลอมเบีย
ถังน้ำมันถังหนึ่งมีเงินอยู่ประมาณ 8 ล้านดอลลาร์ อัดแน่นไปด้วยธนบัตร 100 ดอลลาร์เป็นฟ่อนๆ ถังที่ถูกฝังไว้มีอยู่อย่างน้อย 20 ถัง ซานาเบรียกำลังวางแผนกลับไปเอาเงินเหล่านั้นออกมาจากป่าลึก เขายังคงเก็บรายละเอียดต่างๆ ของการค้นพบเป็นความลับ
กว่าซี่โครงจะหมด ขวดเบียร์ที่ว่างเปล่าก็วางระเกะระกะอยู่เต็มโต๊ะ ไม่มีคำว่าเร่งรีบในชีวิตของชาวโคลอมเบีย แม้สื่อมวลชนจะประโคมโหมข่าวตลอดเวลาว่าประเทศนี้เต็มไปด้วยความรุนแรงและเลวร้าย แต่ทุกพื้นที่ก็ยังมีสาวสวยพร้อมรอยยิ้มพิมพ์ใจให้พบเห็น
ผลการสำรวจดัชนีความสุขของคนในประเทศต่างๆ จากองค์กรหนึ่งเมื่อปีที่แล้ว พบว่าชาวโคลอมเบียมีความสุขที่สุดอันดับสองของโลกรองจากชาวเดนมาร์ก แต่รับรองได้ว่าถ้าเอาชาวเดนมาร์กไปอาศัยอยู่ท่ามกลางความสลับซับซ้อนของสังคมโคลอมเบียสมัยใหม่ ดัชนีความสุขของคนเหล่านั้นต้องหล่นลงไปอยู่อันดับท้ายๆ ใกล้ๆ กับชาวรวันดาอย่างแน่นอน
ก็ใครล่ะจะไม่มีความสุขในกรุงโคเปนเฮเกนซึ่งเต็มไปด้วยสาวผมทอง อีกทั้งยังได้รับสวัสดิการค่าเลี้ยงดูจากรัฐบาล ดังนั้นการที่ชาวโคลอมเบียมีความสุขอยู่ในอันดับสอง พวกเขาต้องมีความอดทนมากกว่า มีความกระตือรือร้นยิ่งกว่า และควรจะภูมิใจในตัวเองมากกว่าผู้ที่อยู่อันดับหนึ่งด้วยซ้ำไป

ที่มาของขุมทรัพย์
ช่วงที่ดวงตะวันกำลังจะลับขอบฟ้า ซานาเบรียกับเพื่อนร่วมวงช่วยกันเล่าตำนานเกี่ยวกับขุมทรัพย์ร้อยล้านให้ผมฟัง “สมบัติเหล่านั้นเรียกกันว่าวอล์กเก้ (Guaca) มันเป็นคำพื้นเมือง” เอเดรียนา ชาคอน (Adriana Chacon) เปิดฉากอธิบาย เธอเป็นทนายความของซานาเบรีย แต่ทำหน้าที่ไม่ต่างจากโฆษกประจำตัว
“ชนพื้นเมืองสมัยก่อน ซุกสมบัติไว้ในภาชนะดินเหนียวแล้วเอาไปฝังไว้ ช่วงต้นศตวรรษที่ 20 เราได้ตั้งหน่วยวอล์กเกโรส์ (Guacqueros) ขึ้นมาเพื่อออกไปหาสมบัติเหล่านั้น ทหารจะเรียกสมบัติที่เจอว่าซูวอล์กเก้หรือสมบัติของข้า เพราะพวกเขาเป็นคนไปค้นพบ”
“ผมถูกส่งไปเจอโชคก้อนใหญ่” เฮอร์นัน เมเจีย (Hernan Mejia) ผู้นำหน่วยคอมมานโดในกองกำลังพิเศษของกองทัพโคลอมเบีย เล่าให้ฟัง “ขุมทรัพย์มหึมา มีเงินสดหลายร้อยล้านดอลลาร์อยู่ในนั้น เราพบว่าชายที่ถูกจับตามองมานานมีทางออกจากที่พักหลายทาง และแต่ละทางมีกระเป๋าบรรจุเงิน 6 ล้านดอลลาร์ ซ่อนอยู่ใต้พื้นไม้ บนหลังคา หรือแม้แต่หลังกระจกเงา ไม่ว่าจะออกทางไหน เขามักมีกระเป๋าเงินติดมือไปด้วยเสมอ”
เมื่อผมถามว่าจุดไหนในโคลอมเบียที่มีสมบัติซุกซ่อนอยู่เป็นจำนวนมาก เอเดรียนาชี้ไปยังป่าเขารอบๆ กรุงโบโกต้า “ภูเขาทุกลูกในโคลอมเบียคือธนาคารกลางของพวกเรา”

ฉากการค้นพบ
ซานาเบรียกับลูกน้องกำลังนอนหลับเป็นตาย ตอนที่ทหารใหม่นายหนึ่งวิ่งกลับมาที่ค่ายพัก หอบแบงค์ 100 ดอลลาร์มาล้นกำมือจนร่วงหล่นบนพื้นดิน หลังจากต่อสู้กับผู้ก่อการร้ายและฝูงแมลงนานาชนิดนานหลายเดือน กองทหาร 72 นายของเขาซึ่งรู้จักกันในนาม “นักล่าหัวเกรียน” อาศัยอยู่ในเตนท์ซึ่งมีฝูงลิงอยู่รายรอบ
“เราเข้าตีกลุ่มก่อการร้ายนานหลายสัปดาห์ แคมป์นี้เป็นที่พักของพวกนั้น เรายึดได้และตรึงกำลังไว้ 2-3 สัปดาห์ ตอนนั้นทุกคนเหนื่อยล้าและไม่มีอาหารจะกินแล้ว”
ค่ายพักซึ่งถูกสร้างขึ้นอย่างหยาบๆ เคยเป็นที่ตั้งของกลุ่มก่อการร้ายใหญ่ที่สุดในโคลอมเบียซึ่งรู้จักกันในนาม “กลุ่มฟาร์ก” (FARC) ซึ่งแปรสภาพจากขบวนการปฏิวัติกลายมาเป็นพ่อค้ายาเสพติด ส่งโคเคนเข้าไปในเม็กซิโกนับพันปอนด์ มีเงินสะพัดปีละ 500 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ
ซานาเบรียกับลูกน้องไม่เคยรู้เลยว่า พวกเขากำลังนอนอยู่บนห้องเก็บเงินของพวกฟาร์ก เงินสดนับร้อยล้านดอลลาร์ฝังอยู่ใต้ถุงนอนของพวกเขา!!!
“ผมคิดว่าเป็นแบงก์ปลอม ตอนนั้นเป็นใครก็คงไม่เชื่อว่ามันจะเป็นของจริง” ซานาเบรียย้อนเล่าถึงสิ่งที่เกิดขึ้น “แต่เมื่อเราพบว่ามันเป็นแบงก์จริง ผมตัดสินใจตั้งแต่แรกว่าจะไม่รายงานเรื่องนี้ให้ผู้บังคับบัญชาทราบ เพราะสิ่งแย่ๆ ที่พวกเขาทำกับทหารชั้นผู้น้อย หากคุณได้เห็นใบหน้าเศร้าๆ ของลูกน้องผม ได้ยินสิ่งที่เขาบอกผมถึงความอดอยาก ขัดสน เจ็บป่วยของคนในครอบครัว คุณก็ต้องตัดสินใจ (เก็บเงินเหล่านั้นไว้) แบบเดียวกับพวกเรา”
ในฐานะผู้นำ ทุกคนต้องฟังคำสั่งของเขา และคำสั่งของซานาเบรียก็ไม่มีอะไรมาก เขาบอกลูกน้องทุกคนว่า ใครขุดเจอคนนั้นเอาไป สัปดาห์ต่อมาทุกคนเลิกสนใจผู้ก่อการร้าย หันไปขุดถังน้ำมันซึ่งแต่ละถังมีเงินอยู่ไม่ต่ำกว่า 8 ล้านดอลลาร์ขึ้นมาจากผืนดิน
ตกกลางคืน ทุกคนมานั่งรวมกันรอบกองไฟ ฝันถึงบ้าน ผู้หญิง และชีวิตใหม่ที่รออยู่เบื้องหน้า ผ่านไปอีกสองสัปดาห์ ทหารหลายคนเริ่มทำตัวเป็นพ่อค้าหากำไรจากเพื่อนๆ เช่น ขายกระดาษเช็ดก้นม้วนละ 100 ดอลลาร์ วิทยุพร้อมถ่านไฟฉายเครื่องละ 1,000 ดอลลาร์ “คุณอาจมีเงินหลายแสนดอลลาร์ ทว่าเงินนั้นก็ไม่สามารถแลกแปรงสีฟันอันใหม่ได้” ทหารคนหนึ่งเล่าให้ฟังถึงอุปสงค์อุปทานที่แปลกประหลาดในป่าเขา
นอกจากนั้น เฮลิคอปเตอร์ที่จะมารับกลับติดภารกิจอื่น พวกเขาจึงถูกปล่อยทิ้งไว้พร้อมกับความอดอยาก “เราเป็นเศรษฐีเงินล้านแต่ไม่มีอาหารจะกิน” ทหารอีกคนเล่าให้ฟัง ตอนนั้นเขาหาทางเอาตัวรอดด้วยการกินหอยทาก และสัตว์ป่าที่ล่ามาได้
เพื่อประทังความหิว ซานาเบรียจัดเวรออกล่าสัตว์ ทุกวันทหารกลุ่มหนึ่งจะไปยิงฝูงลิงเอามาทำอาหาร ปรากฏว่าเนื้อลิงที่ได้มีไม่มาก เพราะลูกปืนเอ็ม 16 เฉือนเนื้อพวกมันออกไปพอๆ กับส่วนที่เหลืออยู่ ไม่เพียงเท่านั้น ทหารหลายคนกินไม่ลงเมื่อนึกถึงแววตา แขนขา และใบหน้าที่คล้ายกับมนุษย์ของพวกมัน จนคนพื้นเมืองต้องมาช่วยสอนพวกเขา ว่ามีวิธีเดียวเท่านั้นที่จะกินเนื้อลิงได้ลงคอ นั่นคือทำให้พวกมันไม่มีสารรูปเหมือนมนุษย์ ด้วยการแยกแขนขาและหัวของมันออกจากกัน
“วิธีดังกล่าวทำให้เราสามารถจินตนาการได้ว่ากำลังกินเนื้ออะไรสักอย่างไม่ใช่ลิง” ซานาเบรียกล่าว แถมยังบอกอีกว่าความรู้สึกผิดชอบชั่วดีเลือนหายไป ตอนที่เชื้อโรค ความหิว และงูเงี้ยวเขี้ยวขอได้สร้างความทุกข์ทรมานให้พวกเขาแสนสาหัส
“เหมือนคุณกำลังถูกป่ากลืนกิน” คริส ไรอัน (Christ Ryan) สรุปสิ่งที่เกิดขึ้นจนเห็นภาพ เขาเป็นอดีตหน่วยคอมมานโด SAS ของอังกฤษ และเป็นผู้เขียนหนังสือ The One Who Got Away “หลังจากเข้าไปอยู่ในป่าติดต่อกันหลายสัปดาห์ จำได้ว่าตอนที่กำลังอาบน้ำ ผมเห็นจุดแดงๆ บนหัวเข่า และรู้สึกคันลงไปถึงข้อเท้า ผมเกา-เกา-เกา จนผิวแตก ปรากฏว่ามีแมงมุมประมาณ 15 ตัว ไต่ออกมาจากรอยแตกของผิวหนัง”
เมื่อเฮลิคอปเตอร์บินมารับ เงินที่ขุดขึ้นมามีมากเกินกว่าจะขนกลับได้ทั้งหมด ทหารแต่ละคนจึงต้องตัดใจ เอากลับเท่าที่สามารถจะทำได้ โดยยัดใส่เป้และกระเป๋า แม้แต่กระบอกน้ำที่ว่างเปล่าพวกเขาก็เอาเงินยัดไว้ข้างใน ส่วนเงินที่เหลือถูกเก็บในถังน้ำมันฝังดินไว้ตามเดิม
46 ล้านดอลลาร์ คือจำนวนเงินที่ทหารกลุ่มนี้นำติดตัวออกมาได้ ส่วนอีก 2 เท่าคือราวๆ 100 ล้านดอลลาร์ยังคงถูกทิ้งไว้เบื้องหลัง น้ำหนักที่เพิ่มขึ้นทำให้นักบินรู้สึกถึงความผิดปกติ จนต้องพูดออกมาดังๆ ตอนที่นำเฮลิคอปเตอร์บินขึ้นว่า “นี่พวกนายขนอะไรกันมาเนี่ย”
ไม่มีใครกล้าตอบ ซานาเบรียย้ำกับลูกน้องอีกครั้งตอนที่เฮลิคอปเตอร์มุ่งหน้ากลับฐานบิน ว่าห้ามแพร่งพรายเรื่องนี้ให้ใครรู้เป็นอันขาด และห้ามเอาเงินออกมาใช้ทันที ขอให้ทำตามคำแนะนำของเขา แล้วทุกคนจะมีเงินใช้อย่างสบายตลอดชีวิต

ความใจร้อนของเศรษฐีใหม่
ภายในไม่กี่ชั่วโมงหลังจากกลับถึงฐานทัพซึ่งตั้งอยู่ใกล้เมืองโปโปยัน (Popoyan) ทหารหนุ่มๆ เริ่มเป็นบ้า ไม่ยอมเชื่อฟังคำแนะนำของซานาเบรีย คนหนึ่งเอาเงินไปซื้อรถปิกอัพใหม่เอี่ยม แต่งกระจกสีและติดตั้งเครื่องเสียงดังกระหึ่มเหมือนไนท์คลับ
อีกคนซื้อมอเตอร์ไซค์รุ่นใหญ่ซิ่งไปรอบเมืองเสียงดังสนั่น นอกจากนั้นยังมีเสียงซุบซิบกันว่าทหารกลุ่มหนึ่งเข้าไปในซ่อง ไล่แขกคนอื่นกลับบ้าน และควักเงินสด 60,000 ดอลลาร์ ออกมาจ่ายค่าตัวโสเภณีทุกคนสำหรับการเล่นเซ็กซ์หมู่ติดต่อกัน 2 วันเต็ม
ทหารอีกกลุ่มจ้างคนขับแท็กซี่มาเป็นสารถีส่วนตัว พาไปช็อปปิ้งตามร้านรองเท้าและเสื้อผ้า ซื้อและขนสินค้าเหล่านั้นกลับบ้านจนเต็มท้ายรถ ทหารนายหนึ่งซื้อน้ำหอมราคาแพงมาหนึ่งขวด ไม่ได้ตั้งใจเอามาทาตัว แต่ ตั้งใจเอามาดื่มโดยหยดน้ำหอมลงบนแบงก์ดอลลาร์ ส่วนทหารอีกคนติดใจช่างทำผม จนต้องวนเวียนเข้าร้านตัดผม 3 รอบในวันเดียว สาวสวยที่เป็นบริกรหรือพนักงานเก็บเงินมักได้แบงก์ 100 ดอลลาร์ เป็นค่าทิป เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทำให้เงินโคลอมเบียหลั่งไหลออกจากร้านแลกเปลี่ยนเงินตราอย่างมากมายและต่อเนื่อง
ในที่สุดเรื่องราวแปลกๆ ก็สะพัดไปเข้าหูทหารชั้นผู้ใหญ่ของกองทัพ โดยเฉพาะเรื่องของทหารระดับล่างที่จับกลุ่มจัดปาร์ตี้หรูหราราคาแพงราวกับเป็นมหาเศรษฐี พวกเขาถูกเรียกตัวเข้าพบผู้บังคับบัญชาอย่างกระทันหัน นักรบหัวเกรียนต้องแสดงตัวอย่างเป็นทางการทันทีเช้าวันรุ่งขึ้นหลังจากได้รับคำสั่ง
ทหารที่เอาเงินออกมาใช้อย่างสุรุ่ยสุร่ายจนถูกตั้งข้อสงสัยพากันหลบหนี กองทัพจึงส่งคนออกตามล่าทหารเหล่านั้นทั่วประเทศ ในฐานะที่ขัดคำสั่งของผู้บังคับบัญชาและหนีทัพ
ทหารแต่ละคนมีเส้นทางของตัวเอง ส่วนหนึ่งกลับบ้าน อีกส่วนซึ่งมีจำนวนมากกว่าวางแผนการหลบหนีอย่างเหนือชั้น คนหนึ่งบินไปยังเกาะมาร์การิต้าในทะเลแคริบเบียน ใช้ชื่อปลอมซื้อโรงแรมแห่งหนึ่งด้วยเงินสด อีกคนหนีข้ามประเทศไปซื้อบริษัทรถโดยสารในอาร์เจนตินา และหาวิธีฟอกเงินโดยการแล่นรถเปล่าไปทั่วทวีปอเมริกาใต้
พลทหารเลนินเป็นอีกตัวอย่างหนึ่งซึ่งแปลกประหลาด แท้จริงแล้วเขาเป็นเกย์ แต่ยอมมาเป็นทหารเพื่อหาเงินเลี้ยงครอบครัว เขาใช้ชีวิตอยู่ในหมู่ทหารอย่างหวาดกลัวว่าจะถูกจับได้ และฝันถึงการผ่าตัดแปลงเพศเป็นผู้หญิงมาตลอด
หลังจากค้นพบขุมทรัพย์ เขาก็มีเงินมากพอที่จะทำให้ความฝันกลายเป็นความจริง เลนินเดินทางไปเอกวาดอร์ แปลงเพศเสร็จก็ย้ายกลับมาอยู่ในเมืองที่สวยงามชื่ออาร์เมเนีย (Armenia) เปิดร้านทำเล็บและสปา ก่อนจะแต่งงานกับตำรวจนายหนึ่งและอยู่กินกันอย่างมีความสุข
กองทัพไม่เคยพยายามเอาตัวเลนินมาขึ้นศาล บางทีเพราะพวกเขากลัวจะได้ยินเสียงรองเท้าส้นสูงของหนุ่มแปลงเพศในห้องพิจารณาคดี รวมทั้งเสียงพูดของเขา “พวกคุณจะเอายังไงกับหนูคะ” เอเดรียนา ทนายของซานาเบรีย ทำเสียงพูดจีบปากจีบคอแบบสาวประเภทสอง
ขณะที่รัฐบาลโคลอมเบียพยายามสร้างภาพให้ทหารเหล่านั้นเป็นอาชญากร ประชาชนส่วนใหญ่กลับยกย่องพวกเขาเป็นฮีโร่ “แทบทุกคนเห็นตรงกันว่าถูกต้องแล้วที่ทหารเหล่านั้นเก็บเงินไว้ เพราะพวกเขาเสี่ยงชีวิตตลอดเวลา” โรดริโก เทรียนา (Rodrigo Triana) เล่าให้ฟัง เขาเป็นผู้กำกับชาวโคลอมเบีย ผู้สร้างภาพยนตร์เรื่อง “Regreso a la Guaca” หรือ “Return to the Treasure” ในชื่อภาษาอังกฤษ เนื้อเรื่องพูดถึงการผจญภัยและโศกนาฏกรรมของเหล่าทหารที่ค้นพบขุมทรัพย์ล้ำค่า “พวกเขาไม่ได้ตั้งใจไปล่าสมบัติ แต่บังเอิญไปเจอมันเข้า มันคือของที่ยึดได้จากสงคราม ซึ่งสิ่งเหล่านั้นจะตกเป็นสมบัติของคนที่ค้นพบ”
ท้ายที่สุดทหารทุกคนก็พ้นมลทิน ส่วนใหญ่ได้รับอนุญาตให้เก็บเงินเหล่านั้นไว้ แต่สำหรับทหารกลุ่มหนึ่งเงินดังกล่าวกลับกลายเป็น “สิ่งอัปมงคล” หรือ “คำสาปแช่ง” อันนำมาซึ่งความรุนแรงและความตาย
“การค้นพบดังกล่าวกลายเป็นโศกนาฏกรรม” เทรียนา บอกผม “ทหารบางคนถูกฆ่าตาย หลายคนญาติพี่น้องในครอบครัวถูกอุ้มไปทำร้าย ไม่งั้นก็ถูกขู่หรือขโมยเงินไปจนหมด เหมือนพวกเขาเห็นภาพมายาเพียงชั่วครู่ และสูญเสียมันไปอย่างรวดเร็ว สิ่งที่เกิดขึ้นสร้างความเจ็บปวดให้พวกเขาเป็นทวีคูณ”
สอดคล้องกับความเห็นของเอเดรียนา-ทนายสาว “พวกเขาพบเงินมหาศาล แต่สิ่งที่ตามมาคือปัญหาซึ่งคาดไม่ถึง”
อย่างไรก็ตาม ซานาเบรียยังไม่เข็ดกับปัญหา เขายังคงวางแผนที่จะกลับเข้าป่า ขุดเงินที่เหลืออีกนับร้อยล้านดอลลาร์ เอาออกมาแจกจ่ายให้ทหารที่ร่วมเป็นร่วมตายกับเขา 5 ปีแล้วนับตั้งแต่ที่พวกเขาเอาเงินล็อตแรกออกมาได้ แต่การหวนกลับไปล่าขุมทรัพย์ครั้งใหม่ประสบความล้มเหลว เพราะผู้ก่อการร้ายเข้าไปตรึงพื้นที่และคอยซุ่มโจมตีผู้บุกรุก
“เราพบเสาไม้หลายอัน สูงประมาณ 2-3 เมตร ตรงยอดเสามีสารไซยาไนต์ติดอยู่ นอกจากนั้นยังพบหอคอยแห่งหนึ่งติดตั้งปืนกลขนาดลำกล้อง .50 มม. เตรียมไว้ยิงเฮลิคอปเตอร์ที่ตั้งใจบินมาลงบริเวณนั้น นั่นหมายความว่าพวกนั้นตั้งป้อมรอเราอยู่” ซานาเบรียเล่าให้ฟัง
ไม่เพียงเท่านั้น รอบๆ บริเวณที่เก็บขุมทรัพย์ยังมีกับระเบิดฝังอยู่เป็นจำนวนมาก “คืนแรกที่พวกเขาเข้าไปในพื้นที่ นักบินคนหนึ่งเสียชีวิตพร้อมกับทหารอีกสองคนเนื่องจากไปเหยียบกับระเบิด” พันเอกเมเจีย นายทหารอีกคนหนึ่ง เล่าให้ฟัง
หลังจากความล้มเหลวครั้งนั้น ซานาเบรียยังคงมีลมหายใจอยู่กับความฝันซึ่งมีมูลค่ามหาศาล เพราะไม่มีใครอีกแล้วที่รู้ข้อมูลดีเท่าเขา มีเขาเพียงคนเดียวเท่านั้นที่สามารถเข้าไปขุดเงิน 100 ล้านดอลลาร์ ออกมาจากที่ซ่อนอันลี้ลับ
ความฝันนี้จะคงอยู่กับซานาเบรียจนกว่ามันจะกลายเป็นความจริงหรือเขาหมดลมหายใจ ไม่มีใครรู้ว่าอะไรจะมาถึงก่อน แม้แต่ตัวเขาเอง